แฟลชไดร์ฟ กับเมมโมรี่การ์ดแตกต่างกันอย่างไร ควรเลือกใช้แบบไหน?

ถ้าพูดถึงแก็ดเจ็ตสำหรับจัดเก็บข้อมูลแบบพกพาขนาดเล็ก แน่นอนว่านอกจากแฟลชไดร์ฟ หรือ USB Thumb Drive แล้ว ก็ยังมีเมมโมรี่การ์ด หรือ SD Card อีกหนึ่งตัวที่หลายคนน่าจะพอคุ้นเคย และเคยผ่านประสบการณ์ใช้งานกันมาบ้างแล้ว เพราะหากย้อนกลับไปช่วง 20 ปีที่ผ่านมา...

ถ้าพูดถึงแก็ดเจ็ตสำหรับจัดเก็บข้อมูลแบบพกพาขนาดเล็ก แน่นอนว่านอกจากแฟลชไดร์ฟ หรือ USB Thumb Drive แล้ว ก็ยังมีเมมโมรี่การ์ด หรือ SD Card อีกหนึ่งตัวที่หลายคนน่าจะพอคุ้นเคย และเคยผ่านประสบการณ์ใช้งานกันมาบ้างแล้ว เพราะหากย้อนกลับไปช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เมมโมรี่การ์ดก็ถือเป็นแก็ดเจ็ตหน่วยความจำขนาดพกพาที่อยู่คู่กับอุปกรณ์ไอทีหลากหลายไทป์มาตลอด ไม่ว่าจะเป็น กล้องดิจิทัล โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน แล็ปท็อป ซึ่งหน้าที่ หรือประโยชน์ที่ผู้ใช้งานได้รับจากแก็ดเจ็ตตัวนี้ก็คือการบันทึก จัดเก็บข้อมูล โอนย้ายไฟล์ข้อมูลต่างๆ เช่นเดียวแฟลชไดร์ฟ เรียกว่าหากมองกันที่ประโยชน์การใช้งานก็แทบแยกความต่างของแก็ดเจ็ตทั้งสองชิ้นไม่ออก แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ด้วยสถาปัตยกรรมการผลิตที่แตกต่างกันก็ทำให้แก็ดเจ็ตทั้งสองตัวมีข้อดี ข้อเสียที่แตกต่างกัน และมีลักษณะการใช้งานที่เหมาะสมต่างกันออกไปด้วย ซึ่งในบทความนี้เองจะมาอธิบายให้ได้ทราบกันว่าเมมโมรี่การ์ด หรือ SD Card กับ USB Flash Drive นั้นต่างกันอย่างไร และเราควรเลือกใช้แบบไหน

ขนาด และพอร์ตเชื่อมต่อที่ต่างกัน ความแตกต่างที่ชัดเจนอย่างแรกของเมมโมรี่การ์ด และแฟลชไดร์ฟ แม้ว่าแก็ดเจ็ตทั้งสองตัวจะเป็นไอเทมจัดเก็บข้อมูลแบบพกพาเหมือนกันก็คือ ขนาด และพอร์ตการเชื่อม ซึ่งเมมโมรี่การ์ดมีขนาดที่เล็กกว่าแฟลชไดร์ฟ และใช้วิธีเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ด้วยการสัมผัสแผ่วขั้วโลหะบนการ์ดโดยตรง ขณะที่แฟลชไดร์ฟมาพร้อมพอร์ต USB Type A เวอร์ชั่นต่างๆ ซึ่งจากความแตกต่างดังกล่าวนี้ ทำให้สรุปได้ว่าสถาปัตยกรรมการผลิตของเมมโมรี่การ์ดนั้นต้องการตอบสนองการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์พกพาอื่นๆ ในลักษณะของการใช้ร่วมกัน เช่น สำหรับเสียบติดไว้กับกล้องดิจิทัลเพื่อใช้เป็นหน่วยความจำในการจัดเก็บ บันทึกภาพที่ถ่ายจากกล้องตัวนั้นๆ, ใช้สำหรับเสียบติดไว้กับสมาร์ทโฟน เพื่อเพิ่มพื้นที่จัดเก็บข้อมูลให้สมาร์ทโฟนเครื่องนั้นๆ โดยที่หากต้องการโอนย้ายข้อมูล หรือส่งต่อ ก๊อปปี้ไฟล์ข้อมูลใดๆ ก็สามารถทำได้สะดวกด้วยการถอดเมมโมรี่การ์ดออกมา ขณะที่ USB Flash Drive มีสถาปัตยกรรมการผลิตที่สร้างให้ตัวแก็ดเจ็ตเป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลในตัวเอง ไม่ใช่ลักษณะของการเชื่อมต่อเพื่อใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อื่นอยู่ตลอดเวลา เน้นตอบสนองการใช้งานลักษณะของการสำรองข้อมูลจากอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ก๊อปปี้ไฟล์ข้อมูลสำคัญๆ จากคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ แล็ปท็อปเพื่อป้องกันการสูญหาย และใช้เป็นตัวกลางในการโอนย้ายข้อมูลระหว่างอุปกรณ์เป็นครั้งคราว

ความเร็วในการอ่าน เขียนข้อมูล อีกจุดนึงที่ในความรู้สึกของผู้ใช้งานทั่วไปอาจสัมผัสถึงความแตกต่างได้ยากก็คือ ความเร็วในการอ่านเขียน ข้อมูล หรือก็คือความเร็วในการเรียกดู รับ บันทึก ส่งต่อข้อมูล ซึ่งโดยทั่วไปแล้วความเร็วในการเรียกเปิดไฟล์ต่างๆ ของแฟลชไดร์ฟ กับเมมโมรี่การ์ดจะไม่แตกต่างกัน ขณะที่ความเร็วในการบันทึกข้อมูลโดยเฉลี่ยเมมโมรี่การ์ด หรือ SD Card จะรวดเร็วกว่าเล็กน้อย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเวอร์ชั่นของพอร์ตเชื่อมต่อด้วย ตัวอย่างเช่น หากนำเอาแฟลชไดร์ฟที่มีพอร์ตเชื่อมต่อเป็นเวอร์ชั่นหลังๆ เช่น USB 3.1 ไปเปรียบเทียบกับเมมโมรี่การ์ดเจนก่อนๆ ที่ถูกผลิตออกมาวางจำหน่ายตั้งแต่เมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ความเร็วในการเขียน หรือบันทึกข้อมูลก็อาจอยู่ในระดับเดียวกัน หรือแฟลชไดร์ฟอาจเขียนได้รวดเร็วกว่าด้วยซ้ำ

ความทนทาน ความแตกต่างเล็กๆ อีกจุดนึงของแก็ดเจ็ตทั้งสองตัวในแง่ของประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้งานก็คือ ความทนทาน หรืออายุการใช้งาน ซึ่งหลายคนรู้สึกว่าแฟลชไดร์ฟดูจะมีความแข็งแรงทนทานมากกว่า ขณะที่เมมโมรี่การ์ดนั้นมีขนาดเล็ก และบอบบางเกินไป เสี่ยงที่จะชำรุด หรือสูญหายได้ง่าย ทั้งนี้หากอธิบายตามหลักการทำงานแล้วก็ต้องบอกว่าเมมโมรี่การ์ดมีความอ่อนไหวต่อปัญหาจุกจิกที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการใช้งานมากกว่าแฟลชไดร์ฟอยู่เล็กน้อย เพราะอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าพอร์ตเชื่อมต่อของเมมโมรี่การ์ดเป็นลักษณะของการสัมผัสแผ่นขั้วโลหะบนตัวการ์ดโดยตรง ซึ่งหากตัวอ่านการ์ด หรือ Card Reader ที่เราเสียบเชื่อมต่อด้วยนั้นมีปัจจัยรบกวน เช่น ฝุ่น หรือสิ่งสกปรกใดๆ เปรอะเปื้อนอยู่เป็นเวลานาน ก็อาจทำให้การอ่านข้อมูลไม่สำเร็จ ขณะที่แฟลชไดร์ฟมากับพอร์ตเชื่อมต่อ USB-A ที่ไม่ได้เผยขั้วโลหะไว้ด้านนอก จึงโพรเทคปัจจัยรบกวนต่างๆ ได้ดีกว่า

ซึ่งในปัจจุบัน มีแฟลชไดร์ฟให้เลือกใช้หลายรูปแบบรูปทรง เพราะมีการพัฒนาให้เกิดความน่าสนใจทางการตลาด ทำให้แฟลชไดร์ฟสมัยนี้มีทั้งแบบที่เป็น แฟลชไดร์ฟไม้ แฟลชไดร์ฟโลหะ หรือจะออกแบบรูปทรงให้ดูน่าสนใจมากขึ้นพกพาง่ายขึ้น เช่น แฟลชไดร์ฟปากกา แฟลชไดร์การ์ด รวมไปถึงแฟลชไดร์ฟที่เพิ่มความหรูหราอย่างแฟลชไดร์ฟคริสตัลอีกด้วย

แฟลชไดร์ฟ กับ SSD ต่างกันอย่างไร ควรเลือกใช้แบบไหน?

เมื่อพูดถึงอุปกรณ์สำหรับบันทึก หรือจัดเก็บข้อมูล แน่นอนว่าหลายคนย่อมรู้จักคุ้นเคยกับแฟลชไดร์ฟ หรือทรัมไดร์ฟเป็นอย่างดี เพราะถือเป็นแก็ดเจ็ตที่ใช้งานได้อย่างสะดวก มีราคาถูก และเป็นที่นิยมกันมาตลอดช่วงหลายสิบปีผ่านมา ว่ากันง่ายๆ...

เมื่อพูดถึงอุปกรณ์สำหรับบันทึก หรือจัดเก็บข้อมูล แน่นอนว่าหลายคนย่อมรู้จักคุ้นเคยกับแฟลชไดร์ฟ หรือทรัมไดร์ฟเป็นอย่างดี เพราะถือเป็นแก็ดเจ็ตที่ใช้งานได้อย่างสะดวก มีราคาถูก มีหลายแบบหลายรูปทรง เช่น แฟลชไดร์ฟยาง แฟลชไดร์ฟไม้ แฟลชไดร์ฟปากกา แฟลชไดร์ฟการ์ด แฟลชไดร์ฟคริสตัล และเป็นที่นิยมกันมาตลอดช่วงหลายสิบปีผ่านมา ว่ากันง่ายๆ ก็คือนับตั้งแต่เปลี่ยนผ่านจากยุคของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลอย่าง Floppy Disk เราต่างก็คุ้นเคยกับการใช้งานแฟลชไดร์ฟสำหรับเก็บไฟล์งานที่เกี่ยวข้องกับการเรียน หรือการทำงานมาโดยตลอด อย่างไรก็ตามในปัจจุบันทิศทางการพัฒนาอุปกรณ์ไอทีมีความหลากหลายมากขึ้น ทำให้มีทางเลือกในการใช้งานแก็ดเจ็ต หรืออุปกรณ์ใดๆ สำหรับจัดเก็บข้อมูลมากขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้หน่วยความจำที่ติดมากับอุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต, การใช้ระบบคลาวด์ที่ถูกพัฒนาต่อยอดมาจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในการบันทึก แชร์ หรือเคลื่อนย้ายไฟล์งาน แต่ทางเลือกนึงที่ดูจะมีความคล้ายคลึงกับการใช้งานแฟลชไดร์ฟมากที่สุดก็คือการใช้ SSD นั่นเอง

ทั้งนี้ SSD ถืออุปกรณ์บันทึก จัดเก็บข้อมูลที่ถูกพัฒนาต่อยอดมาแทนที่ Harddisk กล่าวคือมันถูกพัฒนาขึ้นมาสำหรับใช้งานเป็นพื้นที่จัดเก็บข้อมูลหลักบนอุปกรณ์อย่างคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือแล็ปท็อปนั่นเอง แต่นอกเหนือจากประโยชน์การใช้งานดังกล่าวแล้ว มันก็ยังถูกพัฒนาดัดแปลงให้เอื้อต่อการใช้งานเป็นแก็ดเจ็ตจัดเก็บข้อมูลแบบพกพา หรือที่เรียกกันว่า External Harddisk, External SSD ซึ่งเป็นเหมือนตัวไดร์ฟที่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์ใดๆ ได้อย่างอิสระนั่นเอง และก็ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้เริ่มมีความนิยมใช้งาน SSD แทนแฟลชไดร์ฟ ในบทความนี้จึงจะมาอธิบายให้ได้ทราบกันว่าอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลทั้งสองแบบนั้นแตกต่างกันอย่างไร และเราควรเลือกใช้งานแฟลชไดร์ฟ หรือ SSD มากกว่ากัน

โดยมาตรฐานแล้ว SSD มีประสิทธิภาพการทำงานสูงกว่าแฟลชไดร์ฟ อย่างที่ทราบดังกล่าวข้างต้นว่า SSD เป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่ถูกพัฒนาขึ้นมาสำหรับใช้งานเป็นหน่วยความจำหลักให้คอมพิวเตอร์ ดังนั้นประสิทธิภาพในการเรียกอ่านข้อมูล เขียน โอนถ่าย ส่งต่อย่อมสูงกว่าแฟลชไดร์ฟ หรือยกตัวอย่างให้เห็นภาพกันง่ายๆ ได้ว่า แฟลชไดร์ฟมีความสามารถในการอ่านข้อมูล รับส่งข้อมูลอยู่ที่ระดับ 10 – 100 Mb ต่อวินาที ขณะที่ External SSD มีความสามารถในการอ่าน และรับส่งข้อมูลสูงถึงกว่า 1,000 Mb ต่อวินาที

ความแตกต่างในการใช้งานจริง หากอ้างอิงกันตามตัวเลขที่ยกตัวอย่างในข้อที่ผ่านมา หลายคนอาจรู้สึกว่าประสิทธิภาพของ SSD สูงกว่าแฟลชไดร์ฟมาก และควรเลือกใช้ External SSD เป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลพกพาแทนที่แฟลชไดร์ฟ ทว่าในการใช้งานจริง ความแตกต่างที่เกิดขึ้นนั้นต้องบอกว่าขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน และลักษณะของไฟล์ข้อมูลมากกว่า กล่าวคือหากเป็นไฟล์งานทั่วไปที่ขนาดไฟล์ไม่ใหญ่มาก ความแตกต่างในเรื่องของระยะเวลาในการอ่านข้อมูล รับ ส่งไฟล์ที่เกิดขึ้นจริงก็จะไม่แตกต่างกันมากนัก ว่ากันง่ายๆ ก็คือหากไฟล์งานที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันไม่มีขนาดใหญ่ตั้งแต่ 1 Gb ขึ้นไป ประสิทธิภาพในการอ่าน และรับส่งข้อมูลของแฟลชไดร์ฟ USB 3.0 ขึ้นไปก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว

ราคา และความจุเริ่มต้น อีกหนึ่งความแตกต่างที่เป็นรูปธรรมและหลายคนควรใช้เป็นเกณฑ์การตัดสินเลือกใช้งานอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลทั้งสองแบบก็แน่นอนว่าเป็นเรื่องของราคานั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าอุปกรณ์อย่าง External SSD ย่อมมีราคาจำหน่ายเริ่มต้นสูงกว่า และมาพร้อมกับความจุเริ่มต้นตั้งแต่ 128 Gb ขึ้นไป โดยมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ราว 1,000 บาทขึ้นไป ขณะที่แฟลชไดร์ฟมีราคาเริ่มต้นเพียงแค่หลักร้อยบาทต้นๆ เท่านั้น และมีระดับความจุให้เลือกอย่างยืดหยุ่นเหมาะสมกับความต้องการใช้งานของแต่ละคนมากกว่า(มีความจุต่ำกว่า 64 Gb ให้เลือกใช้)

เหตุใด แฟลชไดร์ฟจึงมีความจุไม่เต็ม

ในโลกแห่งเทคโนโลยีในปัจจุบันนี้ การทำงานผ่านคอมพิวเตอร์ ถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก มันทั้งให้ความสะดวกและความรวดเร็วกับเราอย่างไม่น่าเชื่อ อีกทั้งยังมีการคำนวณอย่างเต็มรูปแบบ สะดวกและรวดเร็ว ทำให้เราสามารถประหยัดเวลาไปได้อย่างที่เราคาดไม่ถึงเลยทีเดียว...

ในโลกแห่งเทคโนโลยีในปัจจุบันนี้ การทำงานผ่านคอมพิวเตอร์ ถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก มันทั้งให้ความสะดวกและความรวดเร็วกับเราอย่างไม่น่าเชื่อ อีกทั้งยังมีการคำนวณอย่างเต็มรูปแบบ สะดวกและรวดเร็ว ทำให้เราสามารถประหยัดเวลาไปได้อย่างที่เราคาดไม่ถึงเลยทีเดียว และในการทำงานผ่านคอมพิวเตอร์หลายเครื่อง ในเรื่องของการเก็บข้อมูล รวมถึงเรื่องของการถ่ายโอนข้อมูลต่างๆ ผ่านคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องนั้น ก็ยิ่งมีความสำคัญ และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมากขึ้นไปอีก มีวิธีการในการถ่ายโอนข้อมูลเหล่านี้อยู่ด้วยกันมากมายหลากหลาย วิธีการหนึ่งที่ได้รับความนิยมในอดีตเป็นอย่างมาก และในปัจจุบันก็ยังคงได้รับความนิยมในระดับนึงอยู่ นั่นคือการใช้อุปกรณ์สำคัญอย่างแฟลชไดร์ฟไม่ว่าจะแฟลชไดร์ฟในรูปทรงแบบใดขึ้นอยู่กับความสะดวกของคนใช้งาน มีให้เลือกหลายแบบ เช่น แฟลชไดร์ฟโลหะ แฟลชไดร์ฟไม้ หรือ แฟลชไดร์ฟยางและยังสามารถเลือกมาทำเป็นของพรีเมี่ยม จัด Gift set เพื่อแจกได้อีกด้วย

 

ทุกครั้งที่เราใช้แฟลชไดร์ฟ ใครหลายคนอาจจะเคยสังเกตกันอยู่บ้าง ว่าอุปกรณ์แฟลชไดร์ฟ ที่เราซื้อมาใช้งานนั้น ทำไมบนตัวอุปกรณ์ เขียนความจุไว้ไม่ตรงกับข้อมูลในคอมพิวเตอร์ตอนที่เรานำมันมาเสียบใช้งาน ซึ่งทุกครั้งที่เราสังเกตดู แฟลชไดร์ฟของเราจะมีความจุน้อยกว่าที่เขียน หรือที่มีการระบุไว้บนตัวอุปกรณ์ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เกิดความผิดพลาดได้ขึ้นหรือเปล่า วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องนี้ เกี่ยวกับเรื่องของความจุแฟลชไดร์ฟ ว่าเหตุใดจึงไม่ตรงกับอุปกรณ์ของเรา

 

พื้นฐานของแฟลชไดร์ฟ

 

ก่อนอื่นเราจำเป็นที่จะต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่า ในระบบคอมพิวเตอร์นั้น เราจะใช้ระบบเลขที่เรียกว่า ระบบเลขฐานสอง ซึ่งใช้เป็นตัวอ่านค่าของข้อมูลต่างๆ ต่างจากชีวิตประจำวันของเราในปัจจุบัน ที่เราใช้ตัวเลขที่เรียกว่า ตัวเลขฐานสิบ นอกจากนี้ยังมีระบบเลขฐานอื่นๆ อีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่นเลขฐานแปด หรือเลขฐานสิบหก ซึ่งเหล่านี้ก็มีการมาใช้งานในคอมพิวเตอร์ด้วยเช่นเดียวกัน เหล่านี้เอง ทำให้การแปลงค่าตัวเลขต่างๆ ที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของเรา อาจจะไม่ตรงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

 

ยกตัวอย่างเช่น ในความเป็นจริงหากเราจะตีตัวเลขกลมกลม ข้อมูล 1,000 kb จะมีค่าเท่ากับ 1 mb หรือตัวเลข 1,000 mb จะมีค่าเท่ากับ 1 gb แบบนี้เป็นต้น ในความเข้าใจของเราซึ่งใช้เลขฐานสิบ อาจจะเป็นลักษณะแบบนี้ แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ด้วยในระบบคอมพิวเตอร์ของเรา จะทำการมองตัวเลขเหล่านี้ทั้งหมด และจะประมวลออกมาในรูปแบบของเลขฐานสอง นั่นทำให้ข้อมูลของเรา 1,024 kb จะมีค่าเท่ากับ 1 mb และตัวเลข 1,024 mb จะมีค่าเท่ากับ 1 gb แบบนี้เป็นต้น

 

แล้วเราจะรู้ความจุจริงของแฟลชไดร์ฟได้อย่างไร

 

อย่างที่บอกไปว่า จากตัวเลขที่ได้กล่าวมานี้ จะทำให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า ตัวเลขที่ระบบคอมพิวเตอร์ของเราคำนวณมา กับความเข้าใจของตัวเราเองนั้นจะมีความแตกต่างกันอยู่เล็กน้อย ด้วยเหตุนี้เองทำให้เมื่อเราซื้ออุปกรณ์แฟลชไดร์ฟ มาใช้งาน และทำการเสียบเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา จำนวนความจุของแฟลชไดร์ฟ ที่ถูกแสดงอยู่บนคอมพิวเตอร์ กับที่เราซื้อมาใช้อยู่จริงมันไม่เท่ากัน หากเป็นในลักษณะแบบนี้ ให้เรารู้ไว้เลยว่าอุปกรณ์ของเราไม่ได้เกิดความเสียหายแต่อย่างใด โดยปกติจะมีการเหลื่อมล้ำอยู่เล็กน้อยอยู่แล้ว

 

แต่จะมีการเหลื่อมล้ำเท่าไหร่นั้น มีวิธีการคำนวณง่ายๆ ทำให้เราสามารถรู้ความจุจริง ว่าเราจะสามารถใช้งานข้อมูลของเราได้เท่าไหร่ นั่นคือการนำมาหารด้วยความจุ ยกตัวอย่างเช่น หากเราทำการซื้ออุปกรณ์ที่มีความจุอยู่ที่ 16 gb มาใช้งาน หากเป็นตามความเป็นจริง มันจะมีค่าอยู่ที่ 16 พันล้านไบต์ เราสามารถที่จะคำนวณง่ายๆ โดยการนำตัวเลข 16 พันล้าน มาหารด้วย kb 1,024 ทหารด้วย mb 102.4 และหารด้วย gb 10.24 อีกที ตัวเลขที่ได้จะอยู่ที่ประมาณ 14.90 ซึ่งเป็นความจุที่จัดแสดงบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา และเราสามารถใช้งานได้จริงเท่านี้

มาตรฐานแฟลชไดร์ฟ ปี 2023

การพัฒนาแก็ดเจ็ตจัดเก็บข้อมูลแบบพกพาอย่างแฟลชไดร์ฟ จากแบรนด์ผู้ผลิตเจ้าต่างๆ ถือได้มีว่ารูปแบบการพัฒนาที่คล้ายกับแก็ดเจ็ต หรืออุปกรณ์ไอทีชนิดอื่นๆ ซึ่งจะมีการอัพเกรดสเปคเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ดังนั้นในฐานะของลูกค้า...

การพัฒนาแก็ดเจ็ตจัดเก็บข้อมูลแบบพกพาอย่างแฟลชไดร์ฟ ที่มีให้เลือกหลายแบบ เช่น แฟลชไดร์ฟไม้ แฟลชไดร์ฟโลหะ หรือ แฟลชไดร์ฟยาง มีรูปทรงให้เลือกหลายหลาย ไม่ว่าจะเป็น แฟลชไดร์ฟปากกา แฟลชไดร์ฟการ์ด หรือจะเป็นแฟลชไดร์ฟทวิสเตอร์ที่คุ้นเคยกันดี จากแบรนด์ผู้ผลิตเจ้าต่างๆ ถือได้มีว่ารูปแบบการพัฒนาที่คล้ายกับแก็ดเจ็ต หรืออุปกรณ์ไอทีชนิดอื่นๆ ซึ่งจะมีการอัพเกรดสเปคเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ดังนั้นในฐานะของลูกค้า หรือผู้ใช้งาน การจะเลือกซื้อเลือกหาอุปกรณ์ แก็ดเจ็ตใดๆ มาใช้งาน ก็จำเป็นค้นหาข้อมูลก่อนการตัดสินใจซื้อ เพื่อให้ได้แก็ดเจ็ด หรืออุปกรณ์ที่คุณภาพเหมาะสมกับลักษณะการใช้งานในปัจจุบัน เพราะแม้ว่าเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้นๆ จะถูกพัฒนาขึ้นแล้ว แต่สินค้าที่มีวางจำหน่ายจริงในตลาดนั้นก็ล้วนปะปนไปด้วยสินค้ารุ่นเก่า หรือเจเนอเรชั่นเดิม และสินค้ารุ่นใหม่ๆ ที่เพิ่งถูกผลิตด้วยมาตรฐานการผลิตใหม่ และด้วยเหตุนี้เองในบทความนี้จึงได้นำเอามาตรฐานใหม่ในปี 2023 ของแก็ดเจ็ตอย่างแฟลชไดร์ฟ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแก็ดเจ็ตสามัญประจำตัวสำหรับคนทำงาน มาบอกกล่าวให้หนุ่มสาวออฟฟิศได้ใช้เป็นไกด์ในการเลือกซื้อเลือกหา เพื่อให้ได้แฟลชไดร์ฟชิ้นที่ตอบโจทย์การใช้งานในปัจจุบันมากที่สุด

มีพื้นที่จัดเก็บข้อมูลตั้งแต่ 128GB ขึ้นไป ด้วยขนาดโดยเฉลี่ยของไฟล์ข้อมูลดิจิทัลต่างๆ ที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มีความละเอียดขึ้น และมีลักษณะข้อมูลที่หลากหลายขึ้น ประกอบกับไลฟ์สไตล์การทำงานและใช้ชีวิตของผู้ใช้งานในปัจจุบันที่สัมพันธ์กับการใช้งานไฟล์ และสื่อดิจิทัลมากกว่าแต่ก่อน ทำให้แฟลชไดร์ฟ หรืออุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลพกพาใดๆ ที่มีความจุต่ำกว่า 128GB ดูจะไม่เพียงพอสำหรับรองรับการใช้งานในปัจจุบันแล้ว ดังนั้นสเปคแรกที่ควรคำนึงถึงในการเลือกหาแฟลชไดร์ฟคู่ใจอันใหม่ก็คือ ระดับความจุข้อมูลที่ไม่ควรน้อยกว่า 128GB นั่นเอง

พอร์ต USB-A เวอร์ชั่น 3.1 ขึ้นไป พอร์ตเชื่อมต่อ USB นั้นก็เช่นเดียวกับส่วนประกอบของไอทีส่วนอื่นๆ ซึ่งมีการอัพเกรดเวอร์ชั่นมาเรื่อยๆ เพื่อให้มีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น ตอบโจทย์การใช้งานของผู้ใช้งานได้มากขึ้น ทั้งนี้หากพูดถึงการใช้งานแฟลชไดร์ฟ รวมถึงอุปกรณ์อย่าง PC หรือแล็ปท็อปในช่วงยุคเริ่มแรกเราอาจจะคุ้นเคยกับพอร์ต USB 2.0 หรือก็คือ USB Type A เวอร์ชั่น 2.0 ซึ่ง ณ ตอนนั้นถือว่ามีประสิทธิภาพการใช้งาน ความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่น่าพึงพอใจในระดับนึงเลยทีเดียว แต่สำหรับยุคสมัยปัจจุบันที่ความละเอียดของข้อมูลไฟล์ดิจิทัลสูงขึ้น ขนาดใหญ่ขึ้น USB 2.0 ก็ดูจะมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอที่จะตอบสนองผู้ใช้งานให้ได้รับประสบการณ์ใช้งานที่ดีแล้ว พอร์ต USB-A จึงถูกพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนล่าสุดมาถึงเวอร์ชั่น 3.2 แล้ว ซึ่งหากต้องการให้การรับส่ง โอนถ่ายข้อมูล ไฟล์ดิจิทัลต่างๆเป็นไปอย่างลื่นไหล รวดเร็ว เราก็ควรเลือกแฟลชไดร์ฟที่มาพร้อมกับพอร์ต USB-A 3.1 เป็นอย่างน้อย

มีพอร์ตเชื่อมต่อแบบ Dual อีกหนึ่งสเปคที่ควรจะเป็นมาตรฐานใหม่ของแก็ดเจ็ตแฟลชไดร์ฟในปี 2023 ก็คือการให้พอร์ตเชื่อมต่อมาแบบ Dual หรือก็คือมีสองหัวนั่นเอง โดยหัวนึงเป็นพอร์ตหลักอย่าง USB-A ส่วนอีกหัวนึงอาจเป็น USB-C หรือ Lightning ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้งานปรับใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างสะดวกมากขึ้น ลดความยุ่งยากในการอัพโหลดไฟล์งานขึ้นคลาวด์ในกรณีที่ต้องการโอนถ่ายไฟล์ข้อมูลข้ามอุปกรณ์ ไปยังอุปกรณ์พกพาอย่างแท็บเล็ต สมาร์ทโฟน รวมถึงช่วยลดการพึ่งพาเครือข่ายอินเตอร์เน็ต กล่าวคือการใช้งานแฟลชไดร์ฟแบบ Dual Port นั้นจะช่วยให้เราทำงานพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณ WIFI หรือไม่ได้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้อย่างลื่นไหลขึ้นนั่นเอง แต่ทั้งนั้นทั้งนี้การจะเลือกใช้งานแฟลชไดร์ฟที่มีสเปคแบบ Dual Port ก็อาจต้องคำถึงลักษณะการใช้งานจริงของเราร่วมด้วย ซึ่งหากโดยปกติเราใช้งานแค่เฉพาะการโอนถ่ายข้อมูลกับ PC หรือ Laptop ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องเลือกแฟลชไดร์ฟแบบ Dual Port สักเท่าไหร่ เพราะแน่นอนว่าการได้มาซึ่งสเปคดังกล่าวย่อมต้องแลกด้วยราคาที่สูงขึ้นตามไปด้วย

แฟลชไดร์ฟ Dual Drive ทางเลือกแก็ดเจ็ตจัดเก็บข้อมูลที่สะดวกมากขึ้น

เมื่อพูดถึงการใช้งานแก็ดเจ็ตจัดเก็บข้อมูลแบบพกพาสำหรับจัดเก็บไฟล์งาน หรือไฟล์รูปภาพ วิดีโอ รวมถึงไฟล์สื่อบันเทิงอย่างเพลง หนัง แน่นอนว่าโดยส่วนใหญ่แล้วหลายคนคุ้นเคยกับการใช้งานแฟลชไดร์ฟ USB Type A  ซึ่งเป็นพอร์ตมาตรฐานในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ แล็ปท็อปจากแบรนด์ต่างๆ...

เมื่อพูดถึงการใช้งานแก็ดเจ็ตจัดเก็บข้อมูลแบบพกพาสำหรับจัดเก็บไฟล์งาน หรือไฟล์รูปภาพ วิดีโอ รวมถึงไฟล์สื่อบันเทิงอย่างเพลง หนัง แน่นอนว่าโดยส่วนใหญ่แล้วหลายคนคุ้นเคยกับการใช้งานแฟลชไดร์ฟ USB Type A  ซึ่งเป็นพอร์ตมาตรฐานในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ แล็ปท็อปจากแบรนด์ต่างๆ มีให้เลือกหลายแบบ เช่น แฟลชไดร์ฟไม้ แฟลชไดร์ฟโลหะ และแฟลชไดร์ฟรูปทรงต่างๆ เช่น แฟลชไดร์ฟปากกา แฟลชไดร์ฟการ์ด เป็นต้น ก่อนที่ช่วงไม่กี่ปีหลังแบรนด์ผู้ผลิตแก็ดเจ็ตเริ่มจะมีการพัฒนาแฟลชไดร์ฟ USB-C และ Lightning เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถปรับใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟนได้สะดวก อย่างไรก็ตามแฟลชไดร์ฟที่มาพร้อมกับพอร์ตเจนเนอเรชั่นใหม่ดังกล่าวก็ยังมีข้อจำกัดในการใช้งานอยู่พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการฟอร์แมตตัวไดร์ฟก่อนการใช้งาน กล่าวคือแฟลชไดร์ฟที่มาพร้อมพอร์ต USB-C หรือ Lightning บางตัวอาจไม่พร้อมสำหรับเสียบใช้งานกับสมาร์ทโฟนได้ทันที โดยต้องทำการต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ หรือแล็ปท็อป และทำการฟอร์แมตเพื่อให้ตัวไดร์ฟรองรับการอ่านสกุลไฟล์ที่อยู่บนสมาร์ทโฟนซะก่อน, ข้อจำกัดด้านการเสียบใช้งานข้ามอุปกรณ์ โอนถ่ายข้อมูลข้ามอุปกรณ์ อย่างที่ทราบกันว่าสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ และแล็ปท็อปแต่ละแบรนด์ แต่ละรุ่นอาจมาพร้อมกับพอร์ตการเชื่อมต่อที่ต่างกันออกไป การได้ไดร์ฟที่มากับพอร์ตแบบ USB-C หรือ Lightning จึงไม่ได้ช่วยให้การใช้งานข้ามอุปกรณ์สะดวกขึ้นแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้เองทำให้แบรนด์ผู้ผลิตแก็ดเจ็ดบางแบรนด์เริ่มมีการพัฒนาแฟลชไดร์ฟ แบบ Dual Drive หรือก็คือไดร์ฟที่มาพร้อมกับพอร์ตสำหรับเสียบเชื่อมต่อสองแบบในตัวเดียวขึ้นมาวางจำหน่าย ซึ่งในบทความนี้ก็ได้นำเอาข้อดี และข้อควรรู้ต่างๆ ของแก็ดเจ็ตจัดเก็บข้อมูลพกพาแบบ Dual Drive นี้มาแนะนำให้ได้ทราบกัน

การใช้งานข้ามอุปกรณ์ที่สะดวก ข้อดีอย่างแรกที่เห็นได้ชัดเจนของแฟลชไดร์ฟ Dual Drive ก็คือการใช้งานข้ามอุปกรณ์ได้อย่างสะดวกลื่นไหลนั่นเอง โดยตัวแก็ดเจ็ตจะมาพร้อมกับ พอร์ต USB-C และ USB-A หรือ พอร์ต Lightning และ USB-A ในบางรุ่น ทำให้เราสามารถสลับเสียบใช้งานกับอุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ และแล็ปท็อป โดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ต่อพ่วงเสริมใดๆ

มีราคาสูง และบางยี่ห้อ บางรุ่นอาจยังต้องทำการการฟอร์แมตไดร์ฟให้รองรับการอ่านสกุลไฟล์บนสมาร์ทก่อนการใช้งาน พูดถึงข้อดีกันไปแล้ว มาที่ข้อจำกัดของแฟลชไดร์ฟ Dual Drive กันบ้าง ซึ่งข้อจำกัดที่ชัดเจนอย่างแรกก็คือราคาจำหน่ายที่อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับแฟลชไดร์ฟแบบพอร์ตเดี่ยว โดยราคาเริ่มต้นในรุ่นความจุ  32GB อยู่ที่หลักพันบาทเลยทีเดียว(แฟลชไดร์ฟพอร์ตเดี่ยวในระดับความจุที่เท่ากันอาจซื้อได้ในราคาร้อยกว่าบาทเท่านั้น)  ขณะที่รุ่นความจุสูง เช่น 1 TB มีราคาสูงถึงราว 3,000 – 4,000 บาท แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ในอนาคตหากแบรนด์ผู้ผลิตแก็ดเจ็ตต่างๆ มีการแข่งขันกันพัฒนา Flash Drive แบบ Dual Drive มาวางจำหน่ายกันมากขึ้นก็มีแนวโน้มที่ราคาจะลดลงจากนี้พอสมควร และอีกข้อจำกัดก็คือการฟอร์แมตให้ตัวไดร์ฟรองรับการอ่านสกุลไฟล์บนสมาร์ทโฟน ซึ่งบางแบรนด์ บางรุ่นอาจจำเป็นต้องทำการฟอร์แมตให้ได้ System Type ที่ตรงกันก่อน  แต่บางแบรนด์ บางรุ่นก็อาจมาพร้อมแอปพลิเคชั่นหลักของแบรนด์ที่พัฒนาขึ้นรองรับการใช้งานร่วมกับแก็ดเจ็ตของแบรนด์ตนเอง เพียงแค่ดาวน์โหลดมาติดตั้งบนสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต ก็สามารถเสียบใช้งานแฟลชไดร์ฟเข้ากับอุปกรณ์นั้นๆ ได้ทันที ตัวอย่างเช่นแบรนด์ SanDisk ที่มีการพัฒนาแอปฯ Sandisk Memory Zone ขึ้นรองรับการใช้งานคู่กับแฟลชไดร์ฟของ SanDisk ซึ่งช่วยในการค้นหา อ่านไฟล์ได้บนอุปกรณ์สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และจัดแบ่งหมวดหมู่ไฟล์รูปภาพ เพลง วิดีโอ หรือเอกสารอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งหากเราเลือกใช้แฟลชไดร์ฟของแบรนด์ที่มีการพัฒนาแอปพลิเคชั่นหลักมาให้ใช้ควบคู่กันนี้ก็จะช่วยป้องกันปัญหาจุกจิกที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ปัญหาโอนถ่ายไฟล์ไม่ได้ ปัญหาอ่านไฟล์ไม่ได้ ได้ในระดับนึง

ข้อดีของแฟลชไดร์ฟ USB-C

 เมื่อพูดถึงพอร์ตการเชื่อมต่อของแก็ดเจ็ต หรืออุปกรณ์ไอทีต่างๆ หลายคนที่เคยผ่านประสบการณ์ใช้งานในชีวิตประจำวันกันมาบ้างก็น่าจะพอทราบกันดีอยู่แล้วว่าพอร์ตการเชื่อมต่อที่เราคุ้นเคยกันมาเป็นเวลานานหลายปีก็คือพอร์ต USB หรือในชื่อเต็ม USB Type A...

เมื่อพูดถึงพอร์ตการเชื่อมต่อของแก็ดเจ็ต หรืออุปกรณ์ไอทีต่างๆ หลายคนที่เคยผ่านประสบการณ์ใช้งานในชีวิตประจำวันกันมาบ้างก็น่าจะพอทราบกันดีอยู่แล้วว่าพอร์ตการเชื่อมต่อที่เราคุ้นเคยกันมาเป็นเวลานานหลายปีก็คือพอร์ต USB หรือในชื่อเต็ม USB Type A ซึ่งถือเป็นพอร์ตที่ถูกพัฒนาขึ้นมาให้เป็นพอร์ตมาตรฐานสำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน และทำให้ผู้ใช้งานสามารถรับส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ รวมถึงพัฒนาให้เป็นช่องทางการรับส่งไฟ(ชาร์จพลังงานแบตเตอรี่) ให้กับอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างสะดวก โดยที่มีการพัฒนาพอร์ตลูกอย่าง USB Type B ขึ้นมาสำหรับอุปกรณ์ขนาดเล็กอย่างโทรศัพท์ หรือสมาร์ทโฟนรุ่นแรกๆ เพื่อใช้งานควบคู่กัน ทั้งนี้พอร์ต USB-A นับเป็นพอร์ตมาตรฐานที่ติดมากับอุปกรณ์ไอทีโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแล็ปท็อป คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ และแก็ดเจ็ตบันทึกและรับส่งข้อมูลพกพาอย่างแฟลชไดร์ฟมานานกว่ายี่สิบปีแล้ว กระทั่งช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาผู้ผลิตอุปกรณ์ไอทีได้มีการพัฒนาพอร์ตแบบใหม่ขึ้นมาในชื่อ USB Type C เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานอุปกรณ์ขนาดเล็กให้มีความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่สูงขึ้น โดยเข้ามาแทนที่พอร์ต USB-B ก่อนที่จะมีการต่อยอดใช้งานไปถึงการที่นำพอร์ต USB-C มาใส่ไว้กับอุปกรณ์ขนาดใหญ่ขึ้นมาหน่อยอย่างแล็ปท็อป หรือโน๊ตบุ๊ค สำหรับใช้งานเป็นพอร์ตชาร์จไฟ และรับส่งข้อมูลจากอุปกรณ์พกพาต่างๆ เช่นเดียวกันกับบรรดาผู้ผลิตแก็ดเจ็ต หรืออุปกรณ์เสริมขนาดเล็กต่างๆ ก็ได้มีการต่อยอดการใช้งานพอร์ต USB-C ไปใช้กับแก็ดเจ็ตอย่างแฟลชไดร์ฟ ลำโพงพกพา ลำโพงบลูทูธ เป็นต้น ในบทความนี้จึงได้เลือกที่จะกล่าวถึงแก็ดเจ็ตที่มีผู้ใหญ่งานเยอะและเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของหลายคนอย่างแฟลชไดร์ฟว่ามีข้อดีอย่างไรเมื่อเริ่มมีการนำเอาพอร์ตที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่อย่าง USB-C มาใส่ทดแทนพอร์ต USB-A เดิมที่เราคุ้นเคยกันมานานกว่ายี่สิบปี

เป็นทางเลือกการใช้งานที่สะดวกมากขึ้น ข้อดีอย่างแรกเลยของการที่นำเอาพอร์ตแบบ USB-C มาใช้ในแฟลชไดร์ฟทดแทนพอร์ต USB-A ก็คือการเพิ่มทางเลือกที่สะดวกให้ผู้ใช้งาน เพราะแม้ว่าพอร์ต USB-A สำหรับแก็ดเจ็ตแฟลชไดร์ฟจะถือว่าสะดวกต่อการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อย่างแล็ปท็อปและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะอยู่แล้ว แต่อุปกรณ์รุ่นใหม่ๆ ก็มักจะมาพร้อมกับพอร์ต USB-C ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือแล็ปท็อปเองก็ตาม พอร์ต USB-C จึงถือว่าเข้ามาช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น และสะดวกสบายในการปรับใช้งานแฟลชไดร์ฟร่วมกับอุปกรณ์ต่างๆ มากขึ้นโดยเฉพาะกับอุปกรณ์ขนาดเล็กอย่างสมาร์ทโฟน ซึ่งเรามักเข้าใจกันว่าเป็นข้อจำกัดของอุปกรณ์ที่ไม่สามารถใช้งานร่วมกับแก็ดเจ็ตอย่างแฟลชไดร์ฟได้ แต่เมื่อมี USB-C เข้ามาก็ทำให้สามารถใช้งานร่วมกันได้ไม่ต่างจากอุปกรณ์ขนาดใหญ่อื่นๆ แม้ว่าในช่วงแรกๆ อาจจำเป็นต้องอาศัยตัวช่วยในการใช้งานด้วยการลงแอปพลิเคชั่นเสริมด้วยก็ตาม

เสียบใช้งานได้สะดวกกว่า ความแตกต่างระหว่างพอร์ต USB-C และพอร์ต USB เจนก่อนๆ ที่เห็นได้ชัดเจน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับประสิทธิภาพ หรือความเร็วในการรับส่งข้อมูล ก็คือการออกแบบของหัวเชื่อมต่อ USB-C ที่สามารถเสียบแบบกลับด้านใดก็ได้ ขณะที่หัวของ USB เจนก่อนจะเสียบเข้าได้ด้านเดียวถึงจะลงล็อคได้ แม้ว่ารายละเอียดดังกล่าวนี้ดูจะเป็นเพียงจุดเล็กๆ แต่สำหรับคนที่เคยผ่านประสบการณ์เสียบชาร์จโทรศัพท์ด้วยสาย USB-B ในที่มืด หรือเวลากลางคืนขณะไม่เปิดไฟจะทราบว่าค่อนข้างเป็นปัญหาที่ทำให้รู้สึกไม่สะดวกสบายในการใช้งานอยู่เหมือนกัน เช่นเดียวกับแฟลชไดร์ฟ USB-A ซึ่งทำให้เราต้องหมุนกลับด้านขณะเสียบใช้งานอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นความสะดวกในการเสียบใช้งานด้านใดก็ได้จึงถือเป็นข้อดีอีกอย่างของแก็ดเจ็ตแฟลชไดร์ฟ USB-C สายชาร์จ USB-C รวมถึงแก็ดเจ็ตอื่นๆ ที่มาพร้อมกับพอร์ต Type C นี้

และในปัจจุบันแฟลชไดร์ฟก็ยังมีรูปทรงที่หลากหลาย รวมไปถึงวัสดุที่นำมาทำแฟลชไดร์ฟอีกด้วย เช่น แฟลชไดร์ฟไม้ แฟลชไดร์ฟโลหะ แฟลชไดร์ฟยาง วัสดุเหล่านี้ก็จะนำมาออกแบบให้รูปทรงที่น่าใช้งาน และพกพาง่าย เช่น แฟลชไดร์ฟการ์ด แฟลชไดร์ฟปากกา หรือจะเป็นแฟลชไดร์ฟริสแบนด์

แฟลชไดร์ฟตกน้ำ ทำอย่างไร

แฟลชไดร์ฟ ถือเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นหนึ่ง ที่จำเป็นที่จะต้องได้รับการดูแลในระดับหนึ่ง เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ชิ้นเล็ก ดังนั้นหลายคนเมื่อหยิบแฟลชไดร์ฟมาใช้งาน อาจจะประสบปัญหาในด้านการใช้งานบางอย่างขึ้น บางคนอาจจะทำหายอยู่บ่อยๆ หรือบางคนอาจเกิดการชำรุดเสียหายบางประการ...

แฟลชไดร์ฟ ถือเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นหนึ่ง ที่มีลายแบบหลายรูปทรงให้เลือกใช้งาน เช่น แฟลชไดร์ฟปากกา แฟลชไดร์ฟไม้ แฟลชไดร์ฟโลหะ หรือ จะเป็นแฟลชไดร์ฟคลาสสิคจำเป็นที่จะต้องได้รับการดูแลในระดับหนึ่ง เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ชิ้นเล็ก ดังนั้นหลายคนเมื่อหยิบแฟลชไดร์ฟมาใช้งาน อาจจะประสบปัญหาในด้านการใช้งานบางอย่างขึ้น บางคนอาจจะทำหายอยู่บ่อยๆ หรือบางคนอาจเกิดการชำรุดเสียหายบางประการ และการชำรุดเสียหาย มีอยู่อย่างหนึ่งที่หลายคนมักจะเป็นกัน คือการเผลอทำแฟลชไดร์ฟตกน้ำ สิ่งนี้อาจจะเกิดขึ้นได้กับใครหลายคน และอาจจะคิดไป อาจทำให้อุปกรณ์นี้เสียหายแล้ว ไม่สามารถที่จะกู้คืนไฟล์เอกสารข้างในได้ แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่แบบนั้น ยังมีข้อปฏิบัติบางประการ ที่เรายังคงทำได้อยู่ ดังนั้นในวันนี้ เราจะมานำเสนอวิธีการ ว่าเราจะทำอย่างไรดี เมื่อเราทำแฟลชไดร์ฟ ตกน้ำ

 

หากเราพบเห็น ควรนำขึ้นมาจากน้ำให้รวดเร็วที่สุด

 

แน่นอนว่าวิธีการปฏิบัติอย่างแรก ที่เราพึงกระทำหลังจากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น เมื่อเราพบเห็นได้ภายในทันที เราควรจะนำขึ้นมาจากน้ำให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ยิ่งเรานำขึ้นมาจากน้ำได้เร็วเท่าไหร่ ความเสียหายที่เกิดขึ้น อาจจะไม่ได้หนักหนาเท่าไหร่นัก หากเราโชคดี น้ำอาจจะไม่ซึมเข้าไปในแฟลชไดร์ฟ และเรายังสามารถหยิบมาใช้งานได้ปกติ แต่หากเราโชคร้ายหน่อย เราก็ต้องไปดูกันต่อ ว่าเราควรจะทำอย่างไรต่อไป เพื่อให้สามารถหยิบอุปกรณ์นี้มาใช้งานได้เหมือนเดิม

 

ตรวจสอบสภาพหลังจากนำขึ้นมาจากน้ำแล้ว

 

หลังจากที่เรานำขึ้นมาจากน้ำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ เราจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบ ว่าแฟลชไดร์ฟของเรานั้น มีน้ำซึมลงไปข้างใน หรือเกิดการชำรุดเสียหายภายนอกหรือไม่ การตรวจสอบสภาพ ไม่ได้หมายความว่าให้นำไปเสียบใช้งานในทันที เพียงแต่เราควรจะเช็คบริเวณรอบๆ ดูว่าน้ำเข้าไปถึงส่วนไหน แล้วเราจะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างไรบ้าง วิธีการตรวจสอบคือ ให้เราทำการแกะแฟลชไดร์ฟ และตรวจสอบสภาพทั้งภายในและภายนอก

 

ทำให้แฟลชไดร์ฟแห้ง

 

เมื่อเราทำการแกะแฟลชไดร์ฟ ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปที่เราควรทำก็คือ ทำให้อุปกรณ์ของเราแห้งที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่างแรกคือ ให้นำผ้ามาซับให้แห้ง ทำการเช็ดทั้งภายนอกและภายใน เมื่อเราทำการเช็ดให้แห้งแล้ว เราควรตรวจสอบว่า มีน้ำซึมออกมาจากอุปกรณ์ของเราหรือไม่ การทำให้แห้งนั้น เราควรที่จะหลีกเลี่ยงการนำไปตากแดด เนื่องจากอาจโดนความร้อนที่สูงจนเกินไป อาจจะทำให้อุปกรณ์ของเราเกิดความเสียหายได้ เราอาจจะเอาไดร์เป่าผม แล้วเปิดเบอร์อ่อน ทำการเป่าเบาๆ ลงบนอุปกรณ์ของเรา โดยที่เราอาจจะไม่ได้ใช้ลมร้อนเลยก็ได้ เพราะก็มีคุณสมบัติคล้ายกับการนำไปตากแดด อาจทำให้อุปกรณ์ของเราเกิดความเสียหายบางประการได้

 

หากแกะออกไม่ได้ เช็ดภายนอกให้แห้ง

 

หากว่าอุปกรณ์ของเรา ไม่สามารถที่จะแกะออกมาเช็ด หรือทำให้แห้งได้จากภายใน อาจทำให้เราไม่สามารถที่จะไล่ความชื้นออกมาได้ อย่างน้อยที่สุดเราก็ควรที่จะเช็ดภายนอกให้แห้งสนิท และห้ามทำการเขย่า เพื่อให้นำออกมาโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้แผงวงจรภายในนั้นเกิดความเสียหายได้ หลังจากที่เราทำให้แห้งแล้ว อาจจะนำไปทำให้แห้งเพิ่มเติม โดยการนำไปแช่ในถังข้าวสาร หรืออาจนำไปใส่ไว้ในโถ ที่เราได้ทำการใส่ตัวช่วยดูดความชื้นออก แบบนี้ก็ช่วยได้เหมือนกัน

 

ห้ามนำมาใช้งานในทันที

 

นี่เป็นข้อที่มีความสำคัญมากที่สุด หากเราทำอุปกรณ์ของเราเกิดความชื้น ในที่นี้คือ หากเราทำมันตกน้ำแล้ว แน่นอนว่าเราไม่ควรที่จะหยุดมันมาใช้งานในทันที นอกจากอาจจะทำให้อุปกรณ์ของเราเกิดความเสียหายได้แล้ว ยังลามไปถึงเครื่องที่เราเอาไปเสียบ อาจจะทำให้คอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊คของเราเกิดความเสียหายได้ด้วยเช่นเดียวกัน

ปัญหาหลักที่คนใช้งานแฟลชไดร์ฟมักจะพบเจอ

เชื่อว่าใครหลายคน มักจะเคยหงุดหงิด และเกิดอาการปวดหัวกับการใช้อุปกรณ์แฟลชไดร์ฟ ที่เราพกพาไปไหนมาไหนกันอยู่เสมอ เมื่อเราจำเป็นต้องหยิบสิ่งนี้มาใช้งาน ปรากฏว่าอุปกรณ์ของเราอาจจะมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น สิ่งนี้ก็เหมือนกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกอีกหลากหลายชนิด...

เชื่อว่าใครหลายคน มักจะเคยหงุดหงิด และเกิดอาการปวดหัวกับการใช้อุปกรณ์แฟลชไดร์ฟ ที่เราพกพาไปไหนมาไหนกันอยู่เสมอ เมื่อเราจำเป็นต้องหยิบสิ่งนี้มาใช้งาน ปรากฏว่าอุปกรณ์ของเราอาจจะมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น สิ่งนี้ก็เหมือนกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกอีกหลากหลายชนิด ที่ผู้ใช้งานจำเป็นจะต้องดูแลรักษา และทำความรู้จักมันให้ค่อนข้างมาก จะค่อยๆ เรียนรู้กับมันไปก็ได้ และนี่จะทำให้เราสามารถใช้งานแฟลชไดร์ฟ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

 

ปัญหาที่หลายคนมักจะเจอนั่นคืออะไรกัน และเราจะมีวิธีการเบื้องต้นในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องของ ปัญหาหลักที่คนใช้งานแฟลชไดร์ฟ มักจะพบเจออยู่เสมอ

 

โดนไวรัส

 

และนี่เป็นปัญหาหลักปัญหาแรก ที่ผู้คนไม่ว่าจะมือใหม่หรือมือเก่าที่ใช้งานอุปกรณ์แฟลชไดร์ฟ ก็อาจจะต้องเจอด้วยกันทั้งสิ้น คือปัญหาไวรัสเข้าไปในอุปกรณ์แฟลชไดร์ฟ ซึ่งอาจทำให้อุปกรณ์ของเราไม่สามารถใช้งานได้ ไวรัสเหล่านี้อาจเข้าไปทำลายข้อมูล และเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ หนำซ้ำ ไวรัสเหล่านี้ยังใช้อุปกรณ์แฟลชไดร์ฟ ในการแพร่กระจายไปสู่อีกหลายเครื่องด้วย วิธีแก้ปัญหาที่ง่ายและรวดเร็วมากที่สุดก็คือ ให้เราทำการฟอแมทอุปกรณ์ของเราทิ้ง หรือไม่ก็ทำการสแกนไวรัสเหล่านั้นทิ้ง แต่จะให้ชัวร์มากที่สุด เราควรทำการฟอแมทอุปกรณ์ของเราจะดีกว่า แต่ก็ต้องแลกมากับข้อมูลของเราที่อาจจะสูญหายเกลี้ยงก็ได้

 

ไฟล์โดนซ่อนไว้

 

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาสุดคลาสสิก ที่หลายคนก็น่าจะพบเจอกันอยู่ได้ คือการที่อุปกรณ์ของเรา ได้ซ่อนไฟล์ข้อมูลของเราไว้ และนี่ก็มีความคล้ายกับปัญหาในข้อแรก คืออาจเกิดจากการโดนไวรัส แต่หากไม่ใช่เพราะไวรัส ก็อาจเป็นเพราะคอมพิวเตอร์ของเราเอง ที่บางเครื่องนั้นจะทำการซ่อนไฟล์ข้อมูลของเราอัตโนมัติ ซึ่งข้อมูลที่ทำการซ่อน ส่วนมากจะเป็นข้อมูลที่มีความน่าสงสัย หากเกิดปัญหานี้ ไม่จำเป็นที่จะต้องหาวิธีการแก้ไขแต่อย่างใด ให้ทำการยกเลิกการซ่อนก็จบแล้ว

 

พอร์ตยูเอสบี ที่มีมากมายหลายแบบ

 

ในปัจจุบันนั้น พอร์ตการเชื่อมต่อมีอยู่ด้วยกันมากมายหลากหลาย แม้จะเป็นพอร์ตประเภทเดียวกัน ก็อาจมีลักษณะการใช้งานที่ไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่นพอร์ตการเชื่อมต่อยูเอสบี ที่ในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกันหลากหลายรูปแบบ มีทั้งแบบที่อ่านข้อมูลได้แบบรวดเร็ว และแบบอ่านข้อมูลธรรมดาซึ่งเป็นแบบเก่า อันที่จริงก็ดูจะไม่ใช่ปัญหามากมายอะไร ถึงเราจะเสียบอุปกรณ์ของเราในพอร์ตแบบไหน ก็สามารถใช้งานได้ด้วยกันทั้งสิ้น แต่หากอยากใช้งานอุปกรณ์ของเราอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ให้เชื่อมต่อพอร์ตยูเอสบีของเรา ให้ถูกประเภท จะทำให้เราสามารถถ่ายโอนไฟล์ข้อมูล และใช้งานอุปกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

 

คอมพิวเตอร์ไม่ยอมอ่านไฟล์จากแฟลชไดร์ฟ

 

ในบางครั้งนั้น มีปัญหาอาจไม่ได้เกิดจากตัวคอมพิวเตอร์ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากอุปกรณ์แฟลชไดร์ฟ เหตุอาจจะเกิดจากอุปกรณ์ของเราเก่า อาจจะเกิดความชำรุดเสียหายบางอย่างขึ้นภายใน แต่อย่าเพิ่งทิ้ง ให้เราลองนำอุปกรณ์ของเรา ไปลองเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ตัวอื่น เพื่อดึงข้อมูลออกมาดูก่อน ไม่แน่อาจจะใช้ได้กับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์อีกเครื่องก็ได้

 

การถอดอุปกรณ์แฟลชไดร์ฟอย่างถูกต้อง

 

นี่เป็นสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องเรียนรู้เป็นอันดับแรก หากเราอยากจะเลือกใช้อุปกรณ์ของเรา สิ่งที่ว่านี้ก็คือ การถอดอุปกรณ์ของเราอย่างถูกต้อง หลายคนนั้น หากอยากจะเลิกใช้งานอุปกรณ์ชนิดนี้ ก็อาจจะถอดอุปกรณ์ทันทีหลังจากใช้งานเสร็จเรียบร้อยแล้ว แท้จริงแล้วทำแบบนี้ไม่ถูกต้อง อาจทำให้อุปกรณ์ของเราพังได้ วิธีการที่ถูกต้องก็คือ เราควรกดถอดการทำงานของอุปกรณ์ บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราเสียก่อน ก่อนที่จะทำการถอดอุปกรณ์ออกจากตัวคอมพิวเตอร์

และในปัจจุบันรูปแบบของแฟลชไดร์ฟก็มีให้เลือกหลากหลายรูปทรง ซึ่งการเลือกที่เหมาะกับการพกพาของตัวเองก็มีความสำคัญสูงในการเก็บรักษาไม่ให้สูญหาย เช่น แฟลชไดร์ฟปากกา แฟลชไดร์ทวิสเตอร์ แฟลชไดร์ฟการ์ด

เทคนิคเพิ่มพื้นที่ความจุสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ และไอโฟนด้วยแฟลชไดร์ฟไลนิ่ง

สำหรับการใช้งานแก็ดเจ็ตเก็บข้อมูลพกพาอย่างแฟลชไดร์ฟนั้น โดยทั่วไปเรามักจะคุ้นเคยกับการใช้สำหรับเชื่อมต่อบันทึก เคลื่อนย้ายไฟล์กับอุปกรณ์ไอทีขนาดใหญ่ขึ้นมาหน่อย  เช่น แล็ปท็อป แมคบุ๊ค หรือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ...

สำหรับการใช้งานแก็ดเจ็ตเก็บข้อมูลพกพาอย่างแฟลชไดร์ฟนั้น ซึ่งในสมัยนี้มีหลายรูปทรงที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น แฟลชไดร์ฟปากกา แฟลชไดร์ฟไม้  โดยทั่วไปเรามักจะคุ้นเคยกับการใช้สำหรับเชื่อมต่อบันทึก เคลื่อนย้ายไฟล์กับอุปกรณ์ไอทีขนาดใหญ่ขึ้นมาหน่อย  เช่น แล็ปท็อป แมคบุ๊ค หรือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เรียกได้ว่าเป็นส่วนน้อยที่จะเห็นการใช้งานแฟลชไดร์ฟควบคู่กับอุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต  ไอแพด เพราะข้อจำกัดเรื่องของพอร์ตการเชื่อมต่อ และระบบของอุปกรณ์ขนาดเล็กที่มักไม่ไม่ได้ทำออกมาให้รองรับการเชื่อมต่อไดร์ฟภายนอกตั้งแต่แรก อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าพื้นที่ความจำของสมาร์ทโฟน โดยเฉพาะกับไอโฟนรุ่นต่างๆ มักสร้างปัญหาให้กับผู้ใช้งาน ยิ่งเมื่อผ่านการใช้งานไปสักระยะและมีการอัพเดท OS เป็นเวอร์ชั่นใหม่ๆ พื้นที่ความจำที่เหลือให้ใช้งานก็จะลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ ซึ่งการจะย้ายข้อมูลไปสำรองไว้ในอุปกรณ์อื่นเรื่อยๆ นั้นก็แน่นอนว่าอาจทำให้หลายคนรู้สึกไม่สะดวก  ทำให้แบรนด์ผู้ผลิตแก็ดเจ็ตไอทีหลายแบรนด์พัฒนาผลิตภัณฑ์ขึ้นมาช่วยแก้ไขปัญหาให้กับเหล่าผู้ใช้งานอุปกรณ์ขนาดเล็กกัน และในบทความนี้เองก็ได้นำเอาเทคนิคในการใช้แฟลชไดร์ฟรุ่นใหม่ๆ ช่วยเพิ่มพื้นที่ความจุ ความจำให้กับไอโฟน หรือสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ของตัวเองมาแนะนำให้ได้ทราบกัน

แฟลชไดร์ฟพอร์ตไลนิ่ง สำหรับแฟลชไดร์ฟที่หลายคนคุ้นเคย ที่เห็นกันเป็นส่วนใหญ่จะเป็นแฟลชไดร์ฟโลหะ ที่มีความทันสมัย แข็งแรง ผ่านประสบการณ์ใช้งานกันมาบ้างแล้วนั้น แน่นอนว่าพอร์ตการเชื่อมต่อ หรือตัวเสียบเข้ากับอุปกรณ์ต่างๆ ย่อมเป็นพอร์ต USB ที่หลายคนคุ้นเคย ซึ่งพอร์ตดังกล่าวนี้ก็จะมีติดมากับอุปกรณ์อย่างแล็ปท็อปแทบทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ ทว่าสำหรับอุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟน ไอโฟน และแท็บเล็ต ด้วยข้อจำกัดเรื่องของขนาดจึงทำให้ไม่มีแบรนด์ผู้ผลิตเจ้าไหนพัฒนาตัวเครื่องให้มาพร้อมกับพอร์ตดังกล่าว ดังนั้นพอร์ตเสียบเชื่อมต่อจึงจะเป็นพอร์ตขนาดเล็กกว่าอย่าง พอร์ต Lightniing(ไลนิ่ง) สำหรับไอโฟน และพอร์ต USB-C  สำหรับสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ แต่ในปัจจุบันแบรนด์ผู้ผลิตแก็ดเจ็ตหลายเจ้าได้พัฒนาแฟลชไดร์ฟที่มีพอร์ตการเชื่อมต่อดังกล่าวนี้สำหรับรองรับการเสียบใช้งานให้กับอุปกรณ์ขนาดเล็กโดยตรง โดยที่มีราคาวางจำหน่ายสูงกว่าแฟลชไดร์ฟแบบปกติเล็กน้อย(ราคาเริ่มต้นประมาณ 300 บาท) แฟลชไดร์ฟไลนิ่งจึงถือเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการเพิ่มพื้นที่ความจำให้กับไอโฟน โดยการเสียบเชื่อมต่อเข้ากับไอโฟนโดยตรงและโอนย้ายข้อมูล เช่น รูปภาพ ไฟล์วิดีโอ ไฟล์งานต่างๆ มาเก็บในแฟลชไดร์ฟแทน เช่นเดียวกับแฟลชไดร์ฟ USB-C ที่เป็นทางเลือกในการเพิ่มพื้นที่ความจำให้กับสมารทโฟนแอนดรอยด์ได้อีกทางนึง แม้ว่าโดยส่วนใหญ่แล้วสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์จากแต่ละแบรนด์จะสามารถเสียบเมมโมรี่การ์ดเข้าไปในตัวเครื่องพิ่มได้ก็ตาม เพราะหลายๆ ยี่ห้อก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องการใช้งานควบคู่กับระบบสองซิมการ์ด(หากเสียบซิมการ์ดที่สองเข้าไป จะเสียบเมมโมรี่การ์ดไม่ได้)

เทคนิคการเลือกซื้อแฟลชไดร์ฟไลนิ่ง และข้อควรระวังต่างๆ แม้ว่าในการเลือกซื้อแก็ดเจ็ตชิ้นนี้เราจะสามารถสังเกตความแตกต่างของพอร์ตการเชื่อมต่อได้ง่ายๆ แต่ก็ยังถือว่ามีจุดที่ต้องสังเกต และระมัดวังเพิ่มเติมอยู่เหมือนกัน เพราะโดยปกติแล้วอุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ และไอโฟนมักไม่รองรับการเชื่อมต่อไดร์ฟภายนอก เรียกว่าต่อให้นำแฟลชไดร์ฟมาเสียบผ่านสายแปลงพอร์ตให้เชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนได้ก็จะไม่สามารถมองเห็นข้อมูลต่างๆ ในไดร์ฟได้อยู่ดี หากแบรนด์ผู้ผลิตแฟลชไดร์ฟเจ้านั้นๆ ไม่ได้พัฒนาฟีเจอร์ช่วยในการอ่านไดร์ฟนั้นๆ มาด้วย ดังนั้นนอกจากการสังเกตลักษณะของพอร์ตเชื่อมต่อที่ถูกต้องแล้ว อีกสิ่งสำคัญที่ต้องตรวจเช็คก่อนการตัดสินใจซื้อก็คือฟีเจอร์อ่านข้อมูลในไดร์ฟนั่นเอง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วแฟลชไดร์ฟสำหรับไอโฟน หรือสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ก็จะมาพร้อมกับแอปพลิเคชั่นให้เราดาวน์โหลด หรือติดตั้งเพื่อใช้งานคู่กัน โดยเมื่อเสียบเชื่อมต่อไดร์ฟแล้วก็กดเข้าไปในแอปพลิเคชั่นเพื่อเลือกดูไฟล์ในไดร์ฟ หรือคัดลอก โอนถ่ายไฟล์ได้ ซึ่งหากสอบถามกับทางผู้ขายแล้วไม่มีฟีเจอร์ดังกล่าวนี้ ก็ควรหลีกเลี่ยงการซื้อแฟลชไดร์ฟแบรนด์ดังกล่าว เพราะอาจเสี่ยงเจอกับปัญหายุ่งยากในการใช้งานจริงตามมา