วิธีป้องกัน และกำจัดไวรัสในแฟลชไดร์ฟ

ในการใช้งานแก็ดเจ็ตจัดเก็บข้อมูลพกพาอย่างแฟลชไดร์ฟ เพื่อคัดลอก โอนย้ายไฟล์ข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ หลายคนคงพอทราบกันดีอยู่แล้วว่าปัญหาหนึ่งที่รบกวนประสิทธิภาพการทำงานของแก็ดเจ็ตตัวนี้จนอาจถึงขั้นทำให้ไฟล์ข้อมูลได้รับความเสียหายก็คือ ไวรัส...

ในการใช้งานแก็ดเจ็ตจัดเก็บข้อมูลพกพาอย่างแฟลชไดร์ฟ ซึ่งมีหลากหลายแฟลชไดร์ฟเช่น METAL USB  CARD USB เพื่อคัดลอก โอนย้ายไฟล์ข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ อย่าง   WOODDLE USB  หรืออื่น ๆ หลายคนคงพอทราบกันดีอยู่แล้วว่าปัญหาหนึ่งที่รบกวนประสิทธิภาพการทำงานของแก็ดเจ็ตตัวนี้จนอาจถึงขั้นทำให้ไฟล์ข้อมูลได้รับความเสียหายก็คือ ไวรัส หรือโปรแกรมไม่พึงประสงค์ที่แฝงตัวเข้ามาอยู่ในไดร์ฟระหว่างที่เราทำการเชื่อมต่อแฟลชไดร์ฟเข้ากับอุปกรณ์ต่างๆ นั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออุปกรณ์นั้นๆ มีการเปิดใช้งานสัญญาณอินเทอร์เน็ตอยู่ การเข้าชมเว็บไซต์ หรือดาวน์โหลดข้อมูลจากระบบออนไลน์ต่างๆ ก็ยิ่งมีความเสี่ยงที่ไวรัสประเภทต่างๆ จะหลุดรอดเข้ามาแฝงตัวอยู่ในไดร์ฟและรบกวนการเรียกดูไฟล์ต่างๆที่เราบันทึกไว้ อย่างไรก็ตามแม้ว่าผู้ใช้งานหลายคนจะทราบถึงปัญหาดังกล่าวดี และก็มีกรณีตัวอย่างที่แฟลชไดร์ฟ หรือทรัมไดร์ฟเสียหายจนไม่สามารถใช้งานต่อได้ เนื่องจากติดไวรัสให้ได้เห็นกันเรื่อยๆ แต่ในการใช้งานจริงก็ยังมีผู้ใช้งานจำนวนไม่น้อยที่หลงลืมที่จะป้องกัน และกำจัดไวรัสที่แฝงตัวอยู่บนแฟลชไดร์ฟอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งรีบ ในบทความนี้จึงได้นำเอาวิธีป้องกันและกำจัดไวรัสในแฟลชไดร์ฟ ซึ่งจะช่วยให้เราใช้งานแก็ดเจ็ตตัวนี้ได้อย่างปลอดภัย และถนอมอายุการใช้งานไว้ได้นานขึ้นมาแนะนำบอกกล่าวให้ได้ทราบกัน
ตรวจสอบหน้าต่างแจ้งเตือนระบบป้องกันของอุปกรณ์ก่อนเปิดไดร์ฟ โดยทั่วไปแล้วอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ หรือโน๊ตบุ๊คที่หลายคนใช้งานกันอยู่นั้นจะมีระบบป้องกันไฟล์ไม่พึงประสงค์จากไดร์ฟภายนอกอยู่แล้ว โดยอาจเป็นฟังก์ชั่นในส่วนของโปรแกรมป้องกันไวรัสที่เราทำการติดตั้งไว้ หรือเป็นฟีเจอร์ที่ติดมากับตัววินโดวส์เวอร์ชั่นที่เราใช้งานอยู่ ซึ่งเมื่อเราทำการเสียบเชื่อมต่อไดร์ฟภายนอกเข้าไป ฟีเจอร์ส่วนนี้ก็จะทำงานตรวจสอบความปลอดภัย และทำการเด้งหน้าต่างแจ้งเตือนคำแนะนำที่เหมาะสมมาให้เรา เช่น คำแนะนำว่าตรวจพบไฟล์ที่เป็นอันตราย คำแนะนำว่าตรวจพบไฟล์ที่อาจเป็นอันตรายและควรหลีกเลี่ยงการเปิดไฟล์ดังกล่าว เป็นต้น ดังนั้นในการเสียบเชื่อมต่อแฟลชไดร์ฟเข้ากับอุปกรณ์ใดๆ ก่อนการคลิกเข้าไปเปิดไดร์ฟ ก็ควรตรวจสอบหน้าต่างคำแนะนำในส่วนนี้ก่อนว่ามีข้อความแจ้งเตือนว่าอย่างไร ซึ่งโดยทั่วไปแล้วหากพบไฟล์อันตราย ระบบก็จะมีฟีเจอร์ให้เลือกลบไฟล์นั้นทิ้งโดยอัตโนมัติ แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ก่อนยืนยันการลบตามคำแนะนำของระบบก็ควรตรวจดูชื่อไฟล์ให้ดีก่อนว่าเป็นไฟล์สำคัญที่เราต้องใช้งานหรือไม่ เพราะบางทีเมื่อตัวไวรัส หรือโปรแกรมไม่พึงประสงค์แฝงติดมากับไฟล์งานใดๆ โปรแกรมก็จะทำการลบทิ้งไปทั้งไฟล์ ซึ่งเท่ากับว่าไฟล์งานนั้นๆของเราก็จะสูญหายไปพร้อมกับไวรัสด้วยนั่นเอง
สแกนไวรัสเฉพาะไดร์ฟ แม้ว่าอุปกรณ์ต่างๆ จะมีระบบความปลอดภัยพื้นฐาน ที่จะทำการสแกนไฟล์ไม่พึงประสงค์จากแฟลชไดร์ฟ หรือไดร์ฟภายนอกที่เราทำการเชื่อมต่อเข้าไปโดยอัตโนมัติดังที่กล่าวในข้อแรกแล้ว แต่การสแกนในส่วนนี้เรียกได้ว่าเป็นการสแกนเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งอาจมีไวรัส ไฟล์ไม่พึงประสงค์ขนาดเล็กอีกมากที่เล็ดลอดจากการตรวจพบ ไฟล์เหล่านี้อาจไม่ได้ทำให้ตัวแฟลชไดร์ฟ หรือไฟล์ข้อมูลสำคัญๆ ที่เราบันทึกไว้เสียหายในทันที แต่หากฝังตัวอยู่ในไดร์ฟนานๆก็อาจรบกวนประสิทธิภาพการทำงานของแฟลชไดร์ฟได้ ดังนั้นเราจึงควรทำการสแกนไวรัสเฉพาะไดร์ฟเป็นระยะๆด้วย ซึ่งวิธีการก็ไม่ยุ่งยากอะไร เพียงแค่ทำการเชื่อมต่อแฟลชไดร์ฟเข้ากับคอมพิวเตอร์ หรือโน๊ตบุ๊ค จากนั้นคลิกเข้าไปในหน้าแสดงไดร์ฟต่างๆ เลือกไดร์ฟของแฟลชไดร์ฟและคลิกขวา เลือกเมนู Scan For Viruses เท่านี้ระบบก็จะทำการสแกนไวรัสบนไดร์ฟนั้นๆให้เราอย่างละเอียดแล้ว

เปรียบเทียบ SD Card และแฟลชไดร์ฟ ในปี 2023 เลือกใช้อันไหนดีกว่ากัน ?

เมื่อพูดถึงอุปกรณ์เสริมสำหรับจัดเก็บข้อมูล ไฟล์ดิจิทัลต่างๆ โดยทั่วไปแล้วอุปกรณ์แรกๆที่เรานึกถึงกันก็มักจะเป็นแฟลชไดร์ฟ แก็ดเจ็ตที่สามารถเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ หรือแล็ปท็อปจากแบรนด์ต่างๆ ผ่านพอร์ต USB ได้อย่างสะดวก ซึ่งปัจจุบันก็ได้มีการพัฒนาพอร์ตเชื่อมต่อ...

เมื่อพูดถึงอุปกรณ์เสริมสำหรับจัดเก็บข้อมูล ไฟล์ดิจิทัลต่างๆ โดยทั่วไปแล้วอุปกรณ์แรกๆที่เรานึกถึงกันก็มักจะเป็นแฟลชไดร์ฟ มีหลากหลายแบบเช่น WOODEN USB METAL USB แก็ดเจ็ตที่สามารถเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ หรือแล็ปท็อปจากแบรนด์ต่างๆ ผ่านพอร์ต USB ได้อย่างสะดวก ซึ่งปัจจุบันก็ได้มีการพัฒนาพอร์ตเชื่อมต่อ เพิ่มความยืดหยุ่นในการโอนถ่ายข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ต่างแพลตฟอร์มให้ผู้ใช้งานได้รับความสะดวกในการโอนถ่ายข้อมูลมากขึ้นผ่านพอร์ต Type อื่นๆ เช่น USB Type C, Lightning แล้วด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตามนอกจากแฟลชไดร์ฟแล้ว แก็ดเจ็ตจัดเก็บข้อมูลชิ้นนึงที่ถือว่าถูกพัฒนาขึ้นมาในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งผู้ใช้งานหลายคนก็รู้จักคุ้นเคยดี และได้รับความนิยมใช้งานในช่วงเริ่มแรกสูงเช่นกันก็คือ SD Card ที่ปัจจุบันดูเหมือนจะได้รับความนิยมลดน้อยลงไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังคงเป็นหนึ่งในแก็ดเจ็ตที่มีประโยชน์ในการจัดเก็บข้อมูลร่วมกับอุปกรณ์ไอทีต่างๆ ในบทความนี้จึงจะมาอัปเดทการเปรียบเทียบระหว่างแก็ดเจ็ตจัดเก็บข้อมูลขนาดเล็กอย่าง SD Card และแฟลชไดร์ฟให้ได้ทราบกันว่าในปี 2023 ประสิทธิภาพการใช้งาน ประโยชน์ ความคุ้มค่า อันไหนมีมากกว่ากัน และเราควรเลือกใช้แบบไหนจึงจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของเราได้มากที่สุด
– แฟลชไดร์ฟเป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่มีการพัฒนาได้แมตช์กับอุปกรณ์ไอทีเจเนอเรชั่นใหม่ๆ มากกว่าและมีหลากหลายแบบเช่น CARD USB  PEN USB มีความยืดหยุ่นในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ มากกว่า ข้อเปรียบเทียบแรกที่ต้องบอกเป็นข้อดีที่ชัดเจนของแฟลชไดร์ฟก็คือ ความสะดวกในการใช้งานนั่นเอง พูดง่ายๆ ก็คือหากต้องการแก็ดเจ็ตจัดเก็บข้อมูลสำรองสักอัน ไว้ใช้โอนถ่ายไฟล์งาน หรือสื่อต่างๆ ระหว่างอุปกรณ์ การเลือกใช้แฟลชไดร์ฟดูจะตอบโจทย์กว่านั่นเอง เพราะทั้งการพัฒนาเวอร์ชั่น USB ที่มีความชัดเจนต่อเนื่องกว่า(ประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลสูงขึ้นเรื่อยๆ) ขนาด หรือพื้นที่ความจุข้อมูลที่ถูกพัฒนาขยายขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็วเช่นกัน และ Type ของพอร์ตเชื่อมต่อที่พัฒนาให้หลากหลายขึ้นจนสามารถรองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ขนาดเล็กอย่างสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตได้แล้ว ขณะที่ SD Card นั้นแม้ว่าจะมีการพัฒนาเวอร์ชั่นพอร์ตเชื่อมต่อตามกาลเวลาเช่นกัน แต่ก็เห็นได้ชัดว่าความต่อเนื่องนั้นมีไม่มากเท่าแฟลชไดร์ฟ อีกทั้ง Type ของพอร์ตเชื่อมต่อ หรือ Card Reader ก็เป็นอีกหนึ่งข้อจำกัดที่ทำให้ความยืดหยุ่นในการเชื่อมต่อ SD Card เข้ากับอุปกรณ์ต่างๆ มีไม่มากเท่ากับแฟลชไดร์ฟ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแบรนด์ผู้ผลิตแล็ปท็อปบางแบรนด์เริ่มมีการตัดฟังก์ชั่นช่องเสียบ SD Card ออกไปจากแล็ปท็อปรุ่นใหม่ๆ ก็ยิ่งทำให้ความสะดวกในการใช้งานการ์ดเพื่อเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ในอนาคตอันใกล้นี้ลดน้อยถอยลงไปอีก
– SD Card มีประโยชน์ในการใช้งานเป็นพื้นที่ความจำสำหรับอุปกรณ์ใช้งานเฉพาะทาง แม้ว่าแฟลชไดร์ฟจะเป็นแก็ดเจ็ตที่มีความยืดหยุ่นในการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ต่างๆ มากกว่าดังกล่าวในข้อที่ผ่านมา แต่ก็อย่างที่หลายคนพอจะทราบกันว่าสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของแฟลชไดร์ฟเหมาะสำหรับใช้งานเป็นพื้นที่จัดเก็บข้อมูลชั่วคราวเพื่อโอนย้าย หรือถ่ายข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่เหมาะสำหรับการเสียบเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ใดๆทิ้งไว้เป็นระยะเวลานานๆ แต่สำหรับ SD Card นั้น ถูกออกแบบมาให้สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ใดๆ เพื่อเป็นพื้นที่จัดเก็บข้อมูลประจำของอุปกรณ์นั้นๆได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอุปกรณ์ที่มีประโยชน์การใช้งานเฉพาะทาง เช่น กล้องดิจิทัล กล้อง DSLR หรือกล้อง Mirrorless จากแบรนด์ต่างๆ ซึ่งถือว่ายังมีความจำเป็นต้องใช้งาน SD Card ในการเป็นพื้นที่จัดเก็บไฟล์ภาพ ไฟล์วิดีโอต่างๆ เช่นเดียวกับสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์จากหลายๆแบรนด์ ที่ก็ยังสามารถใช้ Micro SD Card ในการเสียบเชื่อมต่อเข้าไปเพื่อเพิ่มพื้นที่จัดเก็บไฟล์รูปภาพ วิดีโอ หรือเอกสารต่างๆ ได้ ซึ่งจะช่วยให้เหลือพื้นที่ภายในของอุปกรณ์ไว้สำหรับติดตั้งแอปพลิเคชั่นได้มากขึ้น

การตรวจสอบไวรัสเบื้องต้น สำหรับอุปกรณ์แฟลชไดร์ฟ

แฟลชไดร์ฟนั้น นับว่าเป็นอุปกรณ์การจัดเก็บข้อมูลแบบพกพา ที่สามารถเก็บข้อมูลให้กับผู้ใช้งานได้แทบจะทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์เอกสาร ไฟล์รูปภาพ วีดีโอ ไฟล์เสียง หรือรูปแบบอื่นอีกมากมาย ที่ทั้งอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งาน อีกทั้งในปัจจุบันยังค่อนข้างมีความปลอดภัยสูงด้วย...

แฟลชไดร์ฟนั้น นับว่าเป็นอุปกรณ์การจัดเก็บข้อมูลแบบพกพา ที่สามารถเก็บข้อมูลให้กับผู้ใช้งานได้แทบจะทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์เอกสาร ไฟล์รูปภาพ วีดีโอ ไฟล์เสียง หรือรูปแบบอื่นอีกมากมาย ที่ทั้งอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งาน อย่างเช่น  METAL USB อีกทั้งในปัจจุบันยังค่อนข้างมีความปลอดภัยสูงด้วย ถึงแม้ทุกวันนี้จะมีการใช้ระบบคราว แต่อุปกรณ์นี้ก็ยังกลายเป็นอุปกรณ์ยอดนิยมในการถ่ายโอนข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์ ไปยังคอมพิวเตอร์อีกเครื่อง หรืออุปกรณ์อื่นด้วยเหมือนกัน การใช้งานมันค่อนข้างมีความสะดวกรวดเร็วและง่ายดาย

นอกจากนี้ประโยชน์ที่เห็นได้อย่างเด่นชัด คือเรายังสามารถพกพาแฟลชไดร์ฟไปไหนมาไหนได้ทุกที่ แล้วมันยังถูกทำออกมาด้วยกันมากมายหลากหลายรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น รูปแบบที่เป็นปากกา PEN USB หรือรูปแบบที่เป็นการ์ด CARD USB วัสดุที่ใช้ในการทำปัจจุบันก็นับว่ามีความแข็งแรงทนทาน และบางรูปแบบยังสูญหายได้ยาก ยกตัวอย่างเช่นแบบที่เป็นพวงกุญแจ หรือแบบที่เป็นการ์ดที่เราสามารถนำใส่กระเป๋าสตางค์ของเราได้เป็นต้น

แต่ปัญหาหนึ่งที่นับว่าเป็นปัญหาที่มาคู่กับการใช้งานอุปกรณ์แฟลชไดร์ฟ นั่นก็คือปัญหาการติดไวรัส ที่หากมันเกิดขึ้นแล้ว ถ้าเป็นแบบเบาก็อาจก่อกวนหรือสร้างความรำคาญให้กับผู้ใช้งานได้ แต่ถ้าหากเป็นแบบที่มาก อาจจะมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียข้อมูลหรือเอกสารที่อยู่ข้างในได้เลยทีเดียว ดังนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องรู้วิธีการตรวจสอบ และคุ้มครองข้อมูลของเราให้ปลอดภัยจากไวรัสเหล่านี้ แต่ในการใช้งานอุปกรณ์แฟลชไดร์ฟของเรา เราจะสามารถตรวจสอบ หรือกำจัดไวรัสเหล่านั้นได้อย่างไร

การใช้โปรแกรมแอนตี้ไวรัส

อย่างแรกที่เราอยากจะแนะนำ สามารถทำได้ง่ายและเป็นวิธีการที่สากลที่สุด คือการใช้โปรแกรมแอนตี้ไวรัส ที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในตลาด โปรแกรมเหล่านี้จะตรวจสอบไฟล์ทั้งหมดในแฟลชไดร์ฟของเรา เพื่อทำการค้นหาไวรัสหรือภัยคุกคามอื่นๆ ที่อาจมีอยู่ในไฟล์หรือโฟลเดอร์งานของเรา

ใช้โปรแกรมแอนตี้ไวรัสที่เชื่อถือได้

สำคัญเลยสำหรับผู้ที่ใช้งานโปรแกรมแอนตี้ไวรัสเหล่านี้ คือเราจำเป็นต้องใช้โปรแกรมที่มีความน่าเชื่อถือ วิธีการที่จะทำให้เข้าสู่โปรแกรมอย่างปลอดภัยที่สุด ข้อแนะนำคือเราควรเข้าสู่ระบบปฏิบัติการด้วยบัญชีผู้ใช้ที่มีสิทธิ์เป็นผู้ดูแลระบบ จากนั้นเราจะทำการเสียบแฟลชไดร์ฟเข้ากับพอร์ต USB ของคอมพิวเตอร์ของเรา ต่อมาเราจะเปิดโปรแกรมแอนตี้ไวรัสที่ติดตั้งไว้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ จากนั้นจึงทำการสแกนแฟลชไดร์ฟ หรือหากใครไม่มั่นใจและอยากให้ปลอดภัยมากขึ้น อาจจะลองทำการสแกนทั้งระบบก็ได้เหมือนกัน เหล่านี้จะตรวจสอบไวรัสและภัยคุกคามอื่นๆ

จากนั้นผู้ใช้เพียงแค่ทำการรอ ระบบนี้อาจใช้เวลาสักระยะ ขึ้นอยู่กับขนาดและจำนวนไฟล์ที่อยู่ข้างในของเรา หลังจากที่โปรแกรมสแกนไวรัสเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งหมดจะถูกแสดงบนหน้าจอของเรา หากโปรแกรมแอนตี้ไวรัสพบไฟล์ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นไวรัสที่อยู่ในแฟลชไดร์ฟของเรา มันจะทำการกำจัดทิ้ง หรือเราอาจตั้งค่าให้ทำการกำจัดทิ้งด้วยตนเองก็ได้เหมือนกัน

ข้อแนะนำเล็กน้อย

มีข้อแนะนำบางอย่างในการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ยกตัวอย่างเช่น เราอย่าลืมที่จะอัพเดทระบบปฏิบัติการของเราให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดอยู่เสมอ อัพเดทโปรแกรมแอนตี้ไวรัสให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจากบางจุดอาจจะมีช่องโหว่หรือข้อบกพร่อง การอัพเดทจะเป็นการแก้ไขช่องโหว่และปรับปรุงความปลอดภัยอยู่เสมอ

อย่าโหลดไฟล์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ

ไฟล์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือนั้น ทางที่ดีเราไม่ควรที่จะโหลดเข้ามาไว้ในคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์แฟลชไดร์ฟของเราเป็นอันขาด เนื่องจากไฟล์เหล่านี้เสี่ยงต่อการเป็นไวรัส และอาจทำให้แพร่คุกคามได้ในอนาคต แต่หากเราจำเป็นต้องดาวน์โหลดมาใช้งานจริงๆ อาจจะทำการสแกนไฟล์นั้นก่อนที่เราจะเปิดดูก็ได้เหมือนกัน

เปรียบเทียบอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลฮาร์ดดิสก์, SSD และแฟลชไดร์ฟ มีประโยชน์การใช้งาน และข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร ?

เทคโนโลยีจัดเก็บไฟล์ข้อมูลถือได้ว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาควบคู่กับการใช้งานอุปกรณ์ไอทีอย่างคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือโน๊ตบุ๊คที่หลายคนคุ้นเคยกันดี...

เทคโนโลยีจัดเก็บไฟล์ข้อมูลถือได้ว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาควบคู่กับการใช้งานอุปกรณ์ไอทีอย่างคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือโน๊ตบุ๊คที่หลายคนคุ้นเคยกันดี เรียกได้ว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งในการใช้งานคอมพิวเตอร์เพื่อกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเรียน หรือความบันเทิงเลยก็ว่าได้ โดยเทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลที่ถูกพัฒนา นำมาใช้กันอย่างแพร่หลายและเป็นมาตรฐานแรกที่รับรู้โดยทั่วกันก็คือ HardDisk(ฮาร์ดดิสก์) โดยเป็นอุปกรณ์จัดเก็บ บันทึกไฟล์ข้อมูลต่างๆ โดยอาศัยจานหมุนแม่เหล็กในการขับเคลื่อนการทำงาน ก่อนที่ต่อมาจะได้มีการพัฒนาอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบดิจิทัล โดยเป็นลักษณะของการใส่คำสั่งไว้บนแผงวงจรและบันทึกข้อมูลลงบนชิปขนาดเล็ก ซึ่งก็คือแฟลชไดร์ฟ มีหลากหลายแบบมากเช่น  WOODEN USB CASSIC USB เพื่อใช้งานเป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบพกพาที่สะดวกต่อการโอนย้ายไฟล์ข้อมูลต่างๆ ระหว่างเครื่องพิวเตอร์มากกว่า และล่าสุดเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็มีอุปกรณ์อย่าง SSD โผล่มาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการบันทึก จัดเก็บข้อมูลต่างๆ ซึ่งปัจจุบันก็ถูกเลือกใช้แทนที่ฮาร์ดดิสก์ในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ และแล็ปท็อปหลายรุ่นจากหลายแบรนด์ดัง อีกทั้งผู้ใช้งานหลายคนก็ยังเลือกใช้งานเป็นไดร์ฟจัดเก็บข้อมูลภายนอกแทนที่แฟลชไดร์ฟ หรือ External HardDisk อีกด้วย ซึ่งด้วยประโยชน์ใช้งานของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบต่างๆที่ดูจะมีความทับซ้อนกันอยู่พอสมควรนี้เอง จึงทำให้ผู้ใช้งานหลายคนยังคงสับสนว่าที่จริงแล้วประโยชน์ใช้งาน และข้อดีข้อเสียของ HardDisk, SSD และแฟลชไดร์ฟนั้นแตกต่างกันอย่างไร ในบทความจึงจะมาอธิบายเปรียบเทียบให้ได้ทราบกัน
HardDisk ใช้เทคโนโลยีจานหมุนแม่เหล็ก ขณะที่แฟลชไดร์ฟ และ SSD ใช้เทคโนโลยีการทำงานแบบดิจิทัล กล่าวคือมีแผงวงจรและแผ่นชิปสำหรับบันทึกไฟล์ข้อมูล ข้อเปรียบเทียบแรกที่ต้องบอกว่าเป็นความเหมือนกันของ แฟลชไดร์ฟ และ SSD ก็คือตัวเทคโนโลยีที่ใช้นั่นเอง ดังที่กล่าวไปข้างต้นว่าฮาร์ดดิสก์นั้นใช้ระบบขับเคลื่อนการทำงานด้วยสนามแม่เหล็ก ขณะที่แฟลชไดร์ฟ และ SSD มีการบันทึกคำสั่งการทำงานแบบดิจิทัลบนแผงวงจร ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสียในแง่ของประสิทธิภาพการทำงานจึงชัดเจนว่า แฟลชไดร์ฟ และ SSD มีความเร็วในการเรียกอ่านไฟล์ และบันทึกไฟล์มากกว่าฮาร์ดดิสก์นั่นเอง โดยปัจจุบันผลิตภัณฑ์หลายรุ่นจากหลายแบรนด์มีความเร็วในการอ่านเขียนข้อมูลระดับ 500 Mbps ขณะที่ฮาร์ดดิสก์นั้นเพดานความเร็วจะถูกจำกัดอยู่ที่ประมาณ 200 Mbps
แฟลชไดร์ฟใช้เป็นไดร์ฟภายนอกได้เท่านั้น มาที่ความเหมือนกันของ HardDisk และ SSD กันบ้าง หลังจากที่ในข้อแรกเราได้เปรียบเทียบความเหมือนกันของแฟลชไดร์ฟ และ SSD ให้ได้ทราบกันไปแล้ว โดยความเหมือนกันของฮาร์ดดิสก์ และ SSD ก็คือประโยชน์การใช้งานที่ยืดหยุ่นกว่านั่นเอง ฮาร์ดดิสก์ และ SSD สามารถใช้เป็นไดร์ฟจัดเก็บข้อมูลได้ทั้งแบบภายใน และภายนอก กล่าวคือฮาร์ดดิสก์ และ SSD สามารถจัดวางบนเมนบอร์ดคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือแล็ปท็อปได้นั่นเอง ขณะที่แฟลชไดร์ฟสามารถใช้งานเป็นไดร์ฟภายนอก หรือเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ผ่านพอร์ต USB แบบชั่วคราวได้เท่านั้น
ความปลอดภัยในการจัดเก็บไฟล์ข้อมูล มาปิดท้ายกันที่อีกหนึ่งข้อเปรียบเทียบสำคัญที่น่าจะมีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้งานอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลใดๆ ของหลายคนกันพอสมควร ซึ่งก็คือเรื่องของความปลอดภัยในการเก็บรักษาข้อมูลนั่นเอง โดยในส่วนนี้สามารถเปรียบเทียบกันให้เข้าใจง่ายๆ ได้ว่าอุปกรณ์ที่มีการใช้คำสั่งการทำงานแบบดิจิทัล ข้อมูลถูกเขียนลงบนชิปเช่นแฟลชไดร์ฟ, SSD นั้น หากมีการลบ หรือเกิด ERROR ขึ้นกับระบบในระหว่างการใช้งาน การกู้คืนไฟล์ต่างๆ จะทำได้ยากกว่าการกู้คืนข้อมูลที่อยู่บนจานหมุนแม่เหล็กอย่างฮาร์ดดิสก์นั่นเอง เรียกได้ว่าหากต้องการจัดเก็บไฟล์ข้อมูลสำคัญในปริมาณมากๆ เป็นระยะเวลานานหลายปี ฮาร์ดดิสก์ถือเป็นอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์มากที่สุดหากอยากซื้อเป็นของขวัญให้ใครสักคนเราขอแนะนำแบบ GIFT SET

วิธีตรวจเช็คสเปคแฟลชไดร์ฟ ให้ได้แบบที่ตอบโจทย์ความต้องการใช้งานมากที่สุด

ในการเลือกซื้ออุปกรณ์ไอทีต่าง ๆ เช่น คอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป สมาร์ทโฟน แน่นอนว่าหลายคนทราบดีอยู่แล้วว่าสิ่งสำคัญก็คือการตรวจเช็คสเปค หรือคุณสมบัติของอุปกรณ์นั้น ๆ ว่ามีความเหมาะสมกับความต้องการใช้งานของเราหรือไม่ ตัวอย่างเช่น การเช็คพื้นที่จัดเก็บข้อมูล(Rom) ว่ามีขนาดเท่าไหร่...

ในการเลือกซื้ออุปกรณ์ไอทีต่าง ๆ เช่น คอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป สมาร์ทโฟน แน่นอนว่าหลายคนทราบดีอยู่แล้วว่าสิ่งสำคัญก็คือการตรวจเช็คสเปค หรือคุณสมบัติของอุปกรณ์นั้น ๆ ว่ามีความเหมาะสมกับความต้องการใช้งานของเราหรือไม่ ตัวอย่างเช่น การเช็คพื้นที่จัดเก็บข้อมูล(Rom) ว่ามีขนาดเท่าไหร่ ชนิดของชิป CPU หรือความเร็วของชิป ขนาดของหน่วยความจำแบบสุ่ม(Ram) เป็นต้น ซึ่งสเปคเหล่านี้จะสามารถบอกได้ว่าอุปกรณ์นั้นๆ ตอบโจทย์ความต้องการใช้งานของเราหรือไม่ เพียงพอต่อการจัดเก็บข้อมูล หรือมีความเร็วในการทำงานพอที่จะรองรับการใช้งานโปรแกรม และแอพพลิเคชั่นที่เราต้องการใช้งานหรือไม่ เรียกได้ว่าเป็นเรื่องพื้นฐานที่ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ทราบกันดีและใช้เป็นหนึ่งในเกณฑ์ตัดสินใจเลือกซื้อคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟนกันอยู่แล้ว แต่ทว่าเมื่อพูดถึงแก็ดเจ็ต หรืออุปกรณ์เสริมที่ใช้งานควบคู่กับอุปกรณ์ไอทีดังกล่าว ตัวอย่างเช่น อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลพกพาอย่างแฟลชไดร์ฟ ไม่ว่าจะเป็นแฟลชไดร์ฟรูปแบบไหน เช่น แฟลชไดร์ฟไม้ แฟลชไดร์ฟโลหะ แฟลชไดร์ฟปากกา ผู้ใช้งานหลายคนกลับมองข้ามเรื่องการตรวจเช็คสเปคต่าง ๆ ของตัวแก็ดเจ็ตไป โดยมักตัดสินใจเลือกจากขนาดความจุ หรือพื้นที่จัดเก็บข้อมูลเท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วแก็ดเจ็ตอย่างแฟลชไดร์ฟก็มีคุณสมบัติพื้นฐานหลายส่วนที่ทางแบรนด์ผู้ผลิตเลือกใส่เข้ามาแตกต่างกันและส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้งานของเราโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแก็ดเจ็ตเจเนอเรชั่นใหม่ ๆ ที่รองรับการใช้งานได้กับหลากหลายอุปกรณ์ ก็ย่อมมีรายละเอียดสเปคให้เราต้องตรวจเช็คมากขึ้นตามไปด้วย ในบทความนี้จึงจะมาแนะนำวิธีตรวจเช็คสเปคแก็ดเจ็ตอย่างแฟลชไดร์ฟว่ามีจุดไหน ส่วนไหนบ้างนอกเหนือจากขนาดความจุที่เราต้องตรวจดูเพิ่มเติม เพื่อจะทราบได้ว่าแฟลชไดร์ฟตัวนั้น ๆ ตอบโจทย์ความต้องการใช้งานของเราหรือไม่
เวอร์ชั่นของพอร์ต USB แฟลชไดร์ฟเป็นแก็ดเจ็ตจัดเก็บข้อมูลที่อาศัยการเชื่อมต่อ รับส่งข้อมูลผ่านพอร์ต USB ดังนั้นหนึ่งในสเปคส่วนที่เราต้องตรวจเช็คก็คือเวอร์ชั่นของพอร์ต USB ที่ทางผู้ผลิตใส่มาในแฟลชไดร์ฟรุ่นนั้น ๆ นั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่ายิ่งเป็นเวอร์ชั่นใหม่มากเท่าไหร่ ประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลก็ย่อมมีมากตามไปด้วย โดยเวอร์ชั่นล่าสุดของพอร์ต USB ก็คือเวอร์ชั่น 3.2 ดังนั้นหากจะให้แนะนำสเปคส่วนนี้ก็คงต้องบอกว่า จะให้ดีก็ควรเลือกแฟลชไดร์ฟรุ่นที่มาพร้อม USB 3.2 เลยนั่นเอง
Type ของ USB สเปคส่วนต่อมาที่ต้องตรวจเช็คให้ดีเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องการนำแฟลชไดร์ฟไปใช้งานกับหลายอุปกรณ์ก็คือในส่วนของ Type หรือลักษณะของพอร์ตเชื่อมต่อนั่นเอง เพราะปัจจุบันแบรนด์ผู้ผลิตแก็ดเจ็ตเจ้าต่าง ๆ ได้มีการพัฒนาพอร์ตการเชื่อมต่อให้รองรับพอร์ตเจเนเรชั่นใหม่ ๆ ที่มาพร้อมกับอุปกรณ์พกพาอย่างแท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟนเช่นกัน พูดกันง่าย ๆ ก็คือแฟลชไดร์ฟที่มีวางจำหน่ายในปัจจุบันนั้นไม่ได้มีแค่พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB-A แล้วนั่นเอง แต่ยังมีพอร์ตแบบ USB Type C, Lightning อีกด้วย ผู้ใช้งานจึงต้องเลือกให้ถูกต้อง แมตช์กับอุปกรณ์ที่ต้องการนำไปเชื่อมต่อ ตัวอย่างเช่น หากต้องการนำไปเสียบใช้งานร่วมกับไอโฟน หรือไอแพดเจนฯเดิม ๆ ก็ควรเลือกแฟลชไดร์ฟที่มีพอร์ต Lightning มาให้ด้วย
ความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูล อย่างที่ทราบกันดีว่าแฟลชไดร์ฟเป็นแก็ดเจ็ตที่ใช้สำหรับเก็บข้อมูล โอนย้ายไฟล์ต่าง ๆ ระหว่างอุปกรณ์ ดังนั้นสเปคส่วนหนึ่งที่ส่งผลต่อประสบการณ์ใช้งานของเราโดยตรงจึงเป็นความเร็วในการรับส่งข้อมูลนั่นเอง ซึ่งปัจจุบันสเปคส่วนนี้แบรนด์ผู้ผลิตแฟลชไดร์ฟหลายแบรนด์ก็ระบุเป็นตัวเลขมาให้เราชัดเจน โดยมีตั้งแต่ 50 Mbps(Megabit Per Second) ไปจนถึงหลัก 1000 Mbps ซึ่งแน่นอนว่าตัวเลขส่วนนี้ยิ่งเยอะก็ยิ่งดี โดยหมายถึงปริมาณข้อมูลที่สามารถส่งได้ต่อหนึ่งวินาทีนั่นเอง

ตรวจสอบไวรัสในแฟลชไดร์ฟของคุณ

แฟลชไดร์ฟ (Flash Drive) เป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบพกพาที่มีความสามารถในการเก็บข้อมูลให้กับผู้ใช้งานในรูปแบบของไฟล์ต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย ซึ่งเป็นที่นิยมในการถ่ายโอนข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย...

แฟลชไดร์ฟ (Flash Drive) เป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบพกพาที่มีความสามารถในการเก็บข้อมูลให้กับผู้ใช้งานในรูปแบบของไฟล์ต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย ซึ่งเป็นที่นิยมในการถ่ายโอนข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย นอกจากนี้แฟลชไดร์ฟยังง่ายต่อการพกพาติดตัวไปได้ทุกที่ เช่น แฟลชไดร์ฟปากกา แฟลชไดร์ฟการ์ด และมีความทนทาน เช่น แฟลชไดร์ฟโลหะ แฟลชไดร์ฟหนัง จะชำรุดยากมีความทนทานแข็งแรง และยังยากต่อการสูญเสียข้อมูลเมื่อเปรียบเทียบกับสื่อเก็บข้อมูลอื่น ๆ แบบเก่า เช่น ฮาร์ดดิสก์หรือแผ่น DVD

ในยุคที่เทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญมากเช่นนี้ การตรวจสอบไวรัสในแฟลชไดร์ฟเป็นเรื่องสำคัญที่ควรให้ความสนใจ เนื่องจากไวรัสสามารถแพร่กระจายและทำความเสียหายข้อมูลของคุณได้ ดังนั้นเราจึงต้องรู้วิธีตรวจสอบและคุ้มครองข้อมูลของเราให้ปลอดภัยจากไวรัสที่อาจอยู่ในแฟลชไดร์ฟ บทความนี้จะเป็นเคล็ดลับในการตรวจสอบไวรัสในแฟลชไดร์ฟของคุณ

การตรวจสอบว่าแฟลชไดร์ฟของคุณมีไวรัสหรือไม่สามารถทำได้โดยใช้โปรแกรมแอนตี้ไวรัส (Antivirus) ที่มีให้ใช้กันอย่างแพร่หลายในตลาด โปรแกรมแอนตี้ไวรัสจะสแกนและตรวจสอบไฟล์ทั้งหมดในแฟลชไดร์ฟของคุณเพื่อค้นหาไวรัสหรือภัยคุกคามอื่น ๆ ที่อาจมีอยู่ในไฟล์ นี่คือขั้นตอนที่คุณสามารถทำเพื่อตรวจสอบแฟลชไดร์ฟของคุณว่ามีไวรัสหรือไม่

โหลดโปรแกรมแอนตี้ไวรัสที่สามารถเชื่อถือได้
เข้าสู่ระบบปฏิบัติการของคุณด้วยบัญชีผู้ใช้ที่มีสิทธิ์เป็นผู้ดูแลระบบ
เสียบแฟลชไดร์ฟเข้ากับพอร์ต USB ของคอมพิวเตอร์ของคุณ
เปิดโปรแกรมแอนตี้ไวรัสที่คุณได้ติดตั้งไว้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ
เลือกตัวเลือก “สแกนทั้งระบบ” หรือ “สแกนแฟลชไดร์ฟ” หรือคล้ายกันจากเมนูหรือแท็บที่ให้
เริ่มต้นกระบวนการสแกน โปรแกรมแอนตี้ไวรัสจะเริ่มสแกนแฟลชไดร์ฟของคุณเพื่อตรวจสอบไวรัสหรือภัยคุกคามอื่น ๆ
รอให้โปรแกรมแอนตี้ไวรัสสแกนไฟล์ในแฟลชไดร์ฟของคุณ กระบวนการนี้อาจใช้เวลาสักระยะ ขึ้นอยู่กับขนาดและจำนวนไฟล์
หลังจากที่โปรแกรมแอนตี้ไวรัสสแกนแฟลชไดร์ฟเสร็จสิ้น ตรวจสอบผลลัพธ์ที่แสดงบนหน้าจอ
หากโปรแกรมแอนตี้ไวรัสพบไฟล์ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสในแฟลชไดร์ฟ คุณควรทำการกำจัดไฟล์เหล่านั้น โปรแกรมแอนตี้ไวรัสจะมีตัวเลือกให้ลบไฟล์ที่เสี่ยงหรือจัดเก็บในที่ที่กำหนดไว้
เมื่อคุณลบไฟล์ที่เสี่ยงจากแฟลชไดร์ฟแล้ว คุณควรสแกนอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีไฟล์ที่ติดเชื้ออยู่ในแฟลชไดร์ฟของคุณ
เปิดใช้งานการตรวจสอบอัตโนมัติ โปรแกรมแอนตี้ไวรัสบางตัวมีตัวเลือกให้เปิดใช้งานการตรวจสอบอัตโนมัติ ทำให้ระบบปฏิบัติการตรวจพบไวรัสเมื่อคุณเสียบแฟลชไดร์ฟเข้ากับคอมพิวเตอร์
อย่าลืมอัปเดตระบบปฏิบัติการของคุณเป็นเวอร์ชันล่าสุดเสมอ เนื่องจากมีการแก้ไขช่องโหว่และปรับปรุงความปลอดภัยอยู่เสมอ
อย่าเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโดยการดาวน์โหลดหรือรับไฟล์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ ควรทำการสแกนไฟล์ก่อนเปิดทุกครั้ง

การตรวจสอบไวรัสในแฟลชไดร์ฟเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลของเรา โดยการตรวจสอบนี้ช่วยป้องกันไม่ให้ไฟล์ที่เสียบแฟลชไดร์ฟเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่นๆ มีการแพร่กระจายไวรัสหรือภัยคุกคามไปยังระบบอื่นๆ นอกจากนี้ยังช่วยรักษาความสมบูรณ์ของข้อมูลในแฟลชไดร์ฟและเพิ่มความน่าเชื่อถือในการแชร์ข้อมูลกับผู้อื่นด้วย ดังนั้น การตรวจสอบไวรัสในแฟลชไดร์ฟเป็นกระบวนการที่ควรทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาความปลอดภัยและความพร้อมของข้อมูลของเรา
ถ้าคุณต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจสอบไวรัสในแฟลชไดร์ฟ คุณสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากแหล่งที่มีความเชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยข้อมูลและโปรแกรมแอนตี้ไวรัส นอกจากนี้ คุณยังสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคหรือช่างคอมพิวเตอร์เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมในการตรวจสอบแฟลชไดร์ฟของคุณได้อีกด้วย

ผลงาน ผลิตแฟลชไดร์ฟ สกรีนโลโก้ APSIPA ASC

...

ผลงาน แฟลชไดร์ฟ สกรีนโลโก้ usb-perfect

โรงงานผลิตแฟลชไดร์ฟ พร้อมสกรีนโลโก้ฟรี! ขั้นต่ำน้อย มีโรงงานในไทย มีโกดังสต็อคในไทย พร้อมผลิต

  • สั่งทำเพื่อเป็นของแจก ของสมนาคุณ ของพรีเมี่ยม หรือของขวัญในโอกาสต่าง ๆ
  • สามารถสั่งทำเป็นชื่อ ข้อความ โลโก้ ลวดลาย ได้ตามต้องการ

สนใจสินค้า โทร. 02-4081377 หรือ ไลน์ @premiumperfect

ผลงานแฟลชไดร์ฟอื่น ๆ













OTG คืออะไร? จำเป็นต่อการใช้งานแฟลชไดร์ฟ Type-C อย่างไร

เป็นที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันแก็ดเจ็ตจัดเก็บข้อมูลพกพาอย่างแฟลชไดร์ฟได้พัฒนามาถึงจุดที่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์พกพาอย่างโทรศัพท์ หรือแท็บเล็ตได้โดยตรงแล้ว ทำให้ผู้ใช้งานได้รับความสะดวกในการถ่ายโอนข้อมูลระหว่างอุปกรณ์มากขึ้น จากเดิมที่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา...

เป็นที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันแก็ดเจ็ตจัดเก็บข้อมูลพกพาอย่างแฟลชไดร์ฟ ทุกรูปแบบและวัสดุ เช่น แฟลชไดร์ฟโลหะ แฟลชไดร์ฟยาง หรือแฟลชไดร์ฟไม้ ได้พัฒนามาถึงจุดที่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์พกพาอย่างโทรศัพท์ หรือแท็บเล็ตได้โดยตรงแล้ว ทำให้ผู้ใช้งานได้รับความสะดวกในการถ่ายโอนข้อมูลระหว่างอุปกรณ์มากขึ้น จากเดิมที่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การถ่ายโอนข้อมูลแบบออฟไลน์ต้องอาศัยตัวกลางเป็นอุปกรณ์ขนาดใหญ่อย่างคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือแล็ปท็อป กล่าวคือหากต้องการถ่ายโอนข้อมูลจากโทรศัพท์เครื่องนึงไปยังโทรศัพท์อีกเครื่องนึง ก็จะต้องทำการคัดลอก หรือย้ายข้อมูลจากโทรศัพท์เครื่องแรกลงบนคอมพิวเตอร์ซะก่อน จากนั้นจึงค่อยนำโทรศัพท์เครื่องที่สองมาทำการเชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์เพื่อคัดลอกข้อมูลนั้นๆ ลงไปอีกที ขณะที่การถ่ายโอนโดยสัญญาณไร้สาย เช่น Bluetooth ก็ยังคงมีข้อจำกัดเรื่องของระยะเวลาในการรับส่งที่อาจไม่เหมาะสำหรับการถ่ายโอนไฟล์ขนาดใหญ่ หรือถ่ายโอนครั้งละมากๆ ทั้งนี้แก็ดเจ็ตแฟลชไดร์ฟที่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตได้โดยตรงจะมาพร้อมกับพอร์ตเชื่อมต่อ USB-C ซึ่งเป็นพอร์ตมาตรฐานของอุปกรณ์เจเนอเรชั่นใหม่ๆ แทนพอร์ต USB-A หรือในบางรุ่น บางแบรนด์ก็อาจมาพร้อมพอร์ตเชื่อมต่อสองหัว คือด้านนึงเป็นพอร์ตมาตรฐานดั้งเดิม usb-a และอีกด้านนึงเป็น usb-c อย่างไรก็ตามแม้ว่าพอร์ตมาตรฐานใหม่อย่าง USB-C นั้นดูจะช่วยให้ผู้ใช้งานได้รับความสะดวกในการใช้งานแฟลชไดร์ฟเพื่อโอนถ่ายข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ขนาดเล็กมากขึ้น แต่ก็ยังคงมีผู้ใช้งานจำนวนมากที่ยังลังเลในการตัดสินใจเลือกซื้อเลือกหาแฟลชไดร์ฟ Type-C มาใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลองค้นหาข้อมูล หรือสอบถามผู้ขายแล้วมักจะได้เจอคำแนะนำว่าให้ตรวจสอบก่อนว่าโทรศัพท์ หรืออุปกรณ์ของเรานั้นรองรับ OTG หรือไม่ ในบทความนี้จึงจะมาอธิบายให้ได้ทราบกันว่า OTG คืออะไร และมีความจำเป็น หรือสำคัญต่อการใช้งานแฟลชไดร์ฟ Typ-C อย่างไร
OTG ย่อมาจาก USB On to Go หมายถึงระบบรองรับการเชื่อมต่อกับไดร์ฟ หรืออุปกรณ์ภายนอกผ่านพอร์ต USB ทั้งนี้โดยทั่วไปแล้วพอร์ต USB บนอุปกรณ์มาตรฐานอย่างคอมพิวเตอร์ หรือแล็ปท็อปนั้นจะรองรับ OTG อยู่แล้ว เพราะผู้ใช้งานอุปกรณ์ดังกล่าวจำเป็นต้องเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้ากับไดร์ฟภายนอก หรือแก็ดเจ็ตเสริมต่างๆ เช่น เม้าส์ คีย์บอร์ด ลำโพง เป็นปกติอยู่แล้ว แต่สำหรับอุปกรณ์ขนาดเล็กอย่างสมาร์ทโฟนในยุคเริ่มต้นนั้น แบรนด์ผู้ผลิตมักจะไม่ใส่ฟังก์ชั่น OTG นี้เข้ามา เพราะผู้ใช้งานส่วนใหญ่ไม่มีความต้องการเชื่อมต่อโทรศัพท์กับไดร์ฟ หรืออุปกรณ์เสริมภายนอกใดๆ ทว่าปัจจุบันสเกลการใช้งานสมาร์ทโฟน แท็บเล็ตขยายใหญ่ขึ้นกว่าช่วงหลายปีก่อนมาก ผู้ใช้งานมีความต้องการเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้ากับไดร์ฟภายนอก และอุปกรณ์เสริมต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้แบรนด์ผู้ผลิตเจ้าต่างๆ ใส่ฟังก์ชั่น OTG เข้ามาในอุปกรณ์เจนฯ ใหม่ของตัวเองในหลายๆ รุ่น กล่าวสรุปง่ายๆ ได้ว่า โดยประโยชน์พื้นฐานแล้ว พอร์ต USB ที่ติดมากับสมาร์ทโฟนจะใช้สำหรับการชาร์จไฟ หรือแบตเตอรี่เท่านั้น แต่ฟังก์ชั่น OTG ที่เพิ่มเข้าจะช่วยให้พอร์ตดังกล่าวสามารถเชื่อมต่อกับไดร์ฟ หรืออุปกรณ์ภายนอก เช่น แฟลชไดร์ฟได้ด้วยนั่นเอง
จะตรวจเช็คอย่างไรว่าสมาร์ทโฟนของเรารองรับ OTG หรือไม่? โดยทั่วไปแล้วหากเป็นอุปกรณ์เจนฯใหม่ๆ ที่ผลิตตั้งแต่ปี 2021 ในรุ่นระดับกลางขึ้นไปของแบรนด์เจ้าดังต่างๆ มักจะใส่ฟังก์ชั่น OTG เข้ามาด้วยอยู่แล้ว ซึ่งเท่ากับว่าโดยส่วนใหญ่แล้วอุปกรณ์รุ่นใหม่รองรับการใช้งานเชื่อมต่อกับแฟลชไดร์ฟ Type-C ได้นั่นเอง อย่างไรก็ตามวิธีตรวจเช็คที่ง่ายที่สุดก็คือการสอบถามทางกับทางผู้ขาย หรือซัพพอร์ทของแบรนด์สมาร์ทโฟน แท็บเล็ตเจ้านั้นๆ โดยตรงว่าอุปกรณ์รุ่นนั้นๆรองรับ OTG หรือไม่ แต่ทั้งนั้นทั้งนี้นอกเหนือจากฟังก์ชั่น OTG แล้ว การเริ่มต้นใช้งานแฟลชไดร์ฟ Type-C ร่วมกับสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตก็ยังมีข้อควรรู้ที่สำคัญอีกอย่างนึง ซึ่งก็คือการฟอร์แมตแฟลชไดร์ฟก่อนการใช้งานนั่นเอง โดยเราจะต้องทำการฟอร์แมตให้เป็นนามสกุลที่ระบบ Android หรือ IOS รองรับ ซึ่งก็คือ exFAT หรือ NTFS จึงจะสามารถเขียน อ่านข้อมูลในไดร์ฟนั้นๆ บนสมาร์ทโฟนได้

ข้อควรระวังในการใช้งานแฟลชไดร์ฟ Type-C ร่วมกับสมาร์ทโฟน

ในการใช้งานแก็ดเจ็ตจัดเก็บข้อมูลพกพาอย่างแฟลชไดร์ฟ หลายคนน่าจะพอทราบกันดีอยู่แล้วว่าพอร์ตการเชื่อมต่อมาตรฐานของตัวแก็ดเจ็ตก็คือพอร์ต USB Type A ซึ่งถือเป็นพอร์ตที่สะดวกต่อการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อย่างแล็ปท็อป หรือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ...

ในการใช้งานแก็ดเจ็ตจัดเก็บข้อมูลพกพาอย่างแฟลชไดร์ฟ หลายคนน่าจะพอทราบกันดีอยู่แล้วว่าพอร์ตการเชื่อมต่อมาตรฐานของตัวแก็ดเจ็ตก็คือพอร์ต USB Type A ซึ่งถือเป็นพอร์ตที่สะดวกต่อการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อย่างแล็ปท็อป หรือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เนื่องจากเป็นพอร์ตเชื่อมต่อพื้นฐานที่แบรนด์ผู้ผลิตอุปกรณ์ไอทีทุกแบรนด์ใส่มากับผลิตภัณฑ์ของตนเองเช่นกัน อย่างไรก็ตามแม้ว่าปัจจุบันพอร์ต USB-A จะยังคงเป็นพอร์ตมาตรฐานที่ติดมากับตัวอุปกรณ์ดังกล่าว แต่ขณะเดียวกันก็มีพอร์ตอย่าง USB-C ซึ่งเป็นพอร์ตเจเนอเรชั่นใหม่ที่ถูกมาใส่มากับอุปกรณ์รุ่นใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือแล็ปท็อป และกำลังได้รับความนิยมในการประยุกต์ใช้งานรับส่ง แชร์ไฟล์ข้อมูลต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนั่นก็ทำให้แบรนด์ผู้ผลิตแก็ดเจ็ตเจ้าต่างๆ มีการพัฒนาแฟลชไดร์ฟ Type-C ตามมาเพื่อให้สามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ที่มาพร้อมพอร์ต USB-C โดยเฉพาะอย่างสมาร์ทโฟน แท็บเล็ตนั้นสะดวกมากขึ้น ทั้งนี้แม้ว่าการใช้งานแฟลชไดร์ฟ Type-C เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตนั้นจะมีหลักการเดียวกันกับการใช้งานร่วมกับคอมพิวเตอร์ หรือแล็ปท็อป แต่ในความเป็นจริงก็ถือว่ายังมีข้อควรระวังที่ผู้ใช้งานหลายคนมองข้ามไปอยู่หลายประการเหมือนกัน ในบทความนี้จึงได้นำเอาข้อควรระวังต่างๆ ในการใช้งานแฟลชไดร์ฟ Type-C กับสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตมาแนะนำให้ได้ทราบกัน
ไม่นำแฟลชไดร์ฟที่มีข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่ไม่รู้จักมาเสียบเชื่อมต่อ ปัญหาพื้นฐานอย่างนึงที่พบได้บ่อยในการใช้งานอุปกรณ์ไอทีในช่วงยุคเริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป หรือกระทั่งแฟลชไดร์ฟเองก็ตามก็คือ ไวรัส หรือโปรแกรมไม่พึงประสงค์ต่างๆ ที่ติดมาจากการดาวน์โหลดข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ซึ่งปัญหาดังกล่าวนั้นอาจรบกวนประสิทธิภาพการทำงานของอุปกรณ์ หรืออาจถึงขั้นทำให้ตัวแก็ดเจ็ตแฟลชไดร์ฟเสียหาย ไม่สามารถนำกลับมาใช้งานได้อีกเลย ทว่าปัจจุบันที่ระบบความปลอดภัยของอุปกรณ์มีการพัฒนาขึ้นจากเดิม เมื่อเราทำการเสียบแฟลชไดร์ฟเข้ากับอุปกรณ์อย่างคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือโน๊ตบุ๊ค ระบบก็มักจะมีการเด้งแจ้งเตือนให้เราทำการสแกนไวรัสของไดร์ฟที่เชื่อมต่อเข้ามาใหม่ให้เรียบร้อยก่อนการใช้งาน หรือหากพบไฟล์ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายก็อาจจะมีแจ้งเตือนคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเรียกดูไฟล์ดังกล่าว ซึ่งถือว่าช่วยให้การใช้งานแก็ดเจ็ตชิ้นนี้มีความสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น แต่ทว่าอย่างที่ทราบกันดีว่าระบบปฏิบัติการของสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตนั้นแตกต่างกับคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้แม้ว่าเมื่อมองที่ความปลอดภัยในการใช้งานทั่วไป สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตดูจะมีความปลอดภัยจากไวรัส และโปรแกรมไม่พึงประสงค์ต่างๆ มากกว่า แต่นั่นก็เป็นเพราะอัตราการดาวน์โหลดข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่ไม่รู้จัก หรือไม่น่าเชื่อถือนั้นอยู่ในระดับต่ำ(โดยส่วนใหญ่ผู้ใช้งานจะดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นต่างๆ จากพื้นที่ให้บริการหลักของระบบอย่าง Play Store หรือ App Store) ดังนั้นในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอกอย่างแฟลชไดร์ฟ สิ่งสำคัญที่ต้องระวังก็คือการไม่นำแฟลชไดร์ฟที่บรรจุข้อมูลที่เราไม่ทราบแหล่งที่มาเสียบเชื่อมต่อเข้าไป เพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับไฟล์ไวรัส หรือแอปพลิเคชั่นไม่พึงประสงค์ต่างๆ ที่จะเข้ามารบกวนการทำงานของสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตของเรา
หลีกเลี่ยงการใช้งานเก็บไฟล์ข้อมูลสำคัญๆ โดยไม่มีการสำรองข้อมูลไว้ที่แหล่งอื่น อย่างที่ทราบกันว่าปัจจุบันพื้นที่จัดเก็บข้อมูลของแฟลชไดร์ฟรุ่นใหม่ๆ มีการพัฒนาขยายใหญ่ขึ้นกว่าช่วงหลายปีก่อนมาก โดยบางรุ่นมีความจุสูงถึงระดับ TB(เทราไบต์) และนั่นก็ทำให้ผู้ใช้งานหลายคนเข้าใจผิดว่าเราสามารถใช้งานแฟลชไดร์ฟเป็นแหล่งสำรองข้อมูล จัดเก็บข้อมูลสำคัญๆ หรือข้อมูลขนาดใหญ่ได้ แต่ความจริงก็คือสถาปัตยกรรมของแก็ดเจ็ตชิ้นนี้นั้นไม่เหมาะสำหรับใช้งานเป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลหลัก เนื่องจากประสิทธิภาพการใช้งานจะเสื่อมไปตามจำนวนรอบการเขียน อ่านข้อมูล ซึ่งหมายความว่าตัวแก็ดเจ็ตอาจเสียหายจนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ในวันใดหนึ่ง ดังนั้นเราจึงควรหลีกเลี่ยงการดึงข้อมูลใดๆ จากสมาร์ทโฟนมาเก็บไว้บนตัวแฟลชไดร์ฟ โดยไม่ได้มีการสำรองข้อมูลไว้ในแหล่งอื่นเพิ่มเติม ปัจจุบันแฟลชไดร์ฟมีให้เลือกใช้หลายรูปแบบและวัสดุ เช่น แฟลชไดร์ฟไม้ แฟลชไดร์ฟโลหะ หรือที่ดูทันสมัยและพกพาง่ายคือ แฟลชไดร์ฟปากกา ที่ถูกใช้เป็นจำนวนมาก หรือทำเป็นของทีระลึกในโอกาสต่างๆ