ผลงาน ผลิตแฟลชไดร์ฟ สกรีนโลโก้ welcome to vv

...

ผลงาน แฟลชไดร์ฟ สกรีนโลโก้ usb-perfect

โรงงานผลิตแฟลชไดร์ฟ พร้อมสกรีนโลโก้ฟรี! ขั้นต่ำน้อย มีโรงงานในไทย มีโกดังสต็อคในไทย พร้อมผลิต

  • สั่งทำเพื่อเป็นของแจก ของสมนาคุณ ของพรีเมี่ยม หรือของขวัญในโอกาสต่าง ๆ
  • สามารถสั่งทำเป็นชื่อ ข้อความ โลโก้ ลวดลาย ได้ตามต้องการ

สนใจสินค้า โทร. 02-4081377 หรือ ไลน์ @premiumperfect

ผลงานแฟลชไดร์ฟอื่น ๆ













แฟลชไดร์ฟกับคลาวด์ งานไหน เลือกใช้อะไรดี

ในการทำธุรกิจนำเข้าสินค้าจากจีนมาขายต่อนั้นถือว่ามีปัญหาและข้อจำกัดมากมายที่เหล่าพ่อค้าแม่ค้า นักขายต้องรับมือเช่นเดียวกับโมเดลธุรกิจอื่นๆ ซึ่งหนึ่งในปัญหาที่ดูจะเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้หลายคนถอดใจจากโมเดลธุรกิจนี้ไปก็คือ...

หากเราจะนึกถึงเครื่องมือที่เราใช้ในการบันทึกข้อมูล ใช้ในการจัดเก็บข้อมูล และใช้ในการถ่ายโอนข้อมูลที่เราใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน แน่นอนว่าหลายคนก็น่าจะนึกถึงอุปกรณ์ อย่างพวกฮาร์ดดิสก์แบบพกพาอะไรแบบนั้นเป็นต้น ซึ่งถือเป็นอุปกรณ์ที่เราใช้งานกันในแวดวงอิเล็กทรอนิกส์กันมานานเป็นสิบปีแล้ว ข้อดีของอุปกรณ์เหล่านี้ ก็คือความสะดวกสบาย รวดเร็ว และการหยิบมาใช้งานได้ในทันที

แต่อุปกรณ์เหล่านี้ก็มีข้อจำกัดบางประการอยู่ ที่เห็นได้อย่างโดดเด่นและเด่นชัดที่สุด คือการพกพา ที่ไม่สะดวกสบายเท่า ดังนั้นหลายคน จึงมักมองย้อนกลับไปที่อุปกรณ์ที่เราเคยหยิบมาใช้งานในอดีต นั่นคืออุปกรณ์แฟลชไดร์ฟ ซึ่งสามารถที่จะใช้งานในการบันทึกข้อมูล จัดเก็บข้อมูล และถ่ายโอนข้อมูลได้เหมือนกัน ถึงจะค่อนข้างช้ากว่า แต่ถึงอย่างนั้นก็สามารถพกพาได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งกว่า

และหากเราจะกล่าวถึงอุปกรณ์ หรือที่ที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ในยุคปัจจุบันเราก็คงไม่กล่าวถึงระบบออนไลน์ อย่างการใช้คลาวด์ในการบันทึกข้อมูลไม่ได้ ซึ่งถือเป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน แล้วแบบนี้มันดีกว่าการใช้แฟลชไดร์ฟ อย่างไร เราจะเลือกใช้งานอะไรดี ระหว่างการใช้แฟลชไดร์ฟ หรือเราจะใช้ระบบคลาวด์ดี วันนี้เรามาคุยกัน

พื้นฐานการทำงาน

โดยปกติพื้นฐานการทำงานของอุปกรณ์แฟลชไดร์ฟ คือการเก็บข้อมูล บันทึกข้อมูล หรือการถ่ายโอนข้อมูลผ่านอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ เป็นอุปกรณ์ที่เราสามารถเก็บ และพกพาไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวกสบายมากกว่า แต่ในทางกลับกัน หากเราใช้ระบบคลาวด์ มันจะเป็นการฝากไฟล์ หรือนำข้อมูลเหล่านี้เก็บไว้ในระบบออนไลน์ ซึ่งเราอาจจะไม่ต้องพกพาอุปกรณ์อะไรไปไหนมาไหน

ความปลอดภัย

ในเรื่องของความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูลนั้น หากเป็นความปลอดภัยของอุปกรณ์แฟลชไดร์ฟ เรียกได้ว่าแทบจะเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว เนื่องจากเราได้นำข้อมูลของเรา ใส่ไว้ในอุปกรณ์บางอย่าง ไม่ได้นำมาอัพโหลดลงบนอินเทอร์เน็ต ดังนั้นจึงค่อนข้างไว้ใจได้ในเรื่องของความปลอดภัย ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้ จะมีการนำข้อมูล เก็บไว้ในระบบคลาวด์หรือระบบอินเทอร์เน็ต มีการแชร์ข้อมูลและแบ่งปันข้อมูลกันอย่างเป็นธรรมดา แต่ในเรื่องนี้ ก็ยังมีความเสี่ยงในการถูกขโมยข้อมูลเหล่านี้อยู่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าระบบคลาวด์ จะเป็นอะไรที่ไม่ดีหรือมีความเสี่ยงสูง ทางผู้ให้บริการก็ได้มีการป้องกัน และมีมาตรการรองรับการแฮ็กข้อมูลเหล่านี้ด้วย

การพกพา

ส่วนในเรื่องของการพกพา หากเป็นอุปกรณ์แฟลชไดร์ฟ เนื่องจากว่ามีขนาดเล็ก และมีให้เลือกใช้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นแฟลชไดร์ฟโลหะ แฟลชไดร์ฟไม้ แฟลชไดร์ฟปากกา เล็กกว่าฮาร์ดดิสก์แบบพกพา ดังนั้นเราจึงสามารถพกพาไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวกสบายมากกว่า จะนำมาห้อยไว้กับพวงกุญแจ พกใส่กระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋ากางเกงไว้ หรือจะนำมาใส่ไว้ที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อ หรือให้คอมพิวเตอร์ที่เรานำไปใช้มีอินเตอร์เน็ต ในทางกลับกันหากเป็นระบบคลาวด์ จริงอยู่ที่เราไม่จำเป็นต้องพกพาอุปกรณ์ไปที่ไหนเลย แต่เราจำเป็นที่จะต้องมีอินเทอร์เน็ต เพื่อทำให้สามารถใช้งานไฟล์เอกสารหรือไฟล์ข้อมูลเหล่านั้นได้ ดังนั้นเราก็เลือกได้ตามถนัด แต่สิ่งที่อาจจะต้องระวังหากเป็นอุปกรณ์แฟลชไดร์ฟ เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก ดังนั้นจึงอาจมีความเสี่ยง ในการชำรุดและสูญหายได้

การนำมาใช้งาน และงานที่เหมาะสม

แน่นอนว่าอุปกรณ์แฟลชไดร์ฟ นอกจากจะใช้ในการเก็บข้อมูลได้แล้ว เรายังใช้อุปกรณ์ชิ้นนี้ในการถ่ายโอนข้อมูล สำรองข้อมูล โดยข้อมูลที่นำมาใส่ลงในแฟลชไดร์ฟ อาจจะเป็นข้อมูลชั่วคราว ที่จำเป็นจะต้องมีการโอนย้าย และใช้ในการทำงานตลอด ส่วนตัวมองว่าไม่ค่อยเหมาะกับการเก็บข้อมูลถาวรเท่าไหร่นัก แตกต่างจากระบบคลาวด์ ที่เราสามารถที่จะแบ็คอัพไฟล์ หรือสำรองข้อมูลลงไปได้

แบรนด์แฟลชไดร์ฟน่าซื้อ น่าใช้ในปี 2023

เมื่อพูดถึงการใช้งานแก็ดเจ็ตไอทีใดๆ ก็แน่นอนว่าหนึ่งในปัญหาพื้นฐานที่ผู้ใช้งานหลายคนเผชิญกันก็คือการเลือกซื้อเลือกหาว่า ควรจะเลือกซื้อแบบไหนดี? ยี่ห้อไหนดี? เพราะแก็ดเจ็ตไอทีถือได้ว่าเป็นสินค้าประเภทที่พบปัญหาจุกจิกได้บ่อย ค่อนข้างมีความอ่อนไหวเรื่องของคุณภาพการผลิต...

เมื่อพูดถึงการใช้งานแก็ดเจ็ตไอทีใดๆ ก็แน่นอนว่าหนึ่งในปัญหาพื้นฐานที่ผู้ใช้งานหลายคนเผชิญกันก็คือการเลือกซื้อเลือกหาว่า ควรจะเลือกซื้อแบบไหนดี? ยี่ห้อไหนดี? เพราะแก็ดเจ็ตไอทีถือได้ว่าเป็นสินค้าประเภทที่พบปัญหาจุกจิกได้บ่อย ค่อนข้างมีความอ่อนไหวเรื่องของคุณภาพการผลิต คุณภาพของวัสดุที่ใช้ เช่นเดียวกับแฟลชไดร์ฟ แก็ดเจ็ตจัดเก็บข้อมูลพกพายอดฮิตก็นับเป็นหนึ่งในไอเทมที่หลายคนมักมีคำถามในการเลือกซื้อเลือกหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสถานการณ์ในตลาดจำหน่ายสินค้าแก็ดเจ็ตในปัจจุบันที่มีแฟลชไดร์ฟจากหลากหลายแบรนด์ ทั้งแบรนด์หน้าเก่า และน้องใหม่วางขายให้เราเลือกซื้อเลือกใช้มากมาย ก็ยิ่งทำให้การคัดกรองสินค้าที่ไว้วางใจในคุณภาพได้สักชิ้นเป็นเรื่องที่ยากขึ้นไปอีก ในบทความนี้จึงได้คัดเอาแบรนด์แฟลชไดร์ฟที่เชื่อมั่นเรื่องคุณภาพได้ในระดับนึง รวมถึงตัวอย่างรุ่นที่น่าสนใจหาซื้อมาใช้งานในปัจจุบันมาแนะนำให้หลายคนได้ทราบและใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อแฟลชไดร์ฟอันใหม่กัน
Kingston แบรนด์แรกที่เลือกมาแนะนำกันต้องบอกว่าเป็นหนึ่งแบรนด์ที่ผู้ใช้งานหลายคนคงจะพอคุ้นชื่อกันดี เพราะถือเป็นแบรนด์ผู้ผลิตแก็ดเจ็ตแฟลชไดร์ฟรุ่นบุกเบิกที่ผลิตสินค้าชิ้นนี้มาวางจำหน่ายตั้งแต่สมัยที่ความจุเริ่มต้นเป็นหลัก Mb(เมกะไบต์) เท่านั้นเอง ข้อดีของแบรนด์ Kingston ก็คือการผลิตสินค้าในระดับคุณภาพที่น่าพอใจมาวางจำหน่ายในราคาย่อมเยา จึงเป็นหนึ่งในแบรนด์แฟลชไดร์ฟยอดฮิตที่หลายคนเลือกใช้ในช่วงยุคเริ่มต้นของแก็ดเจ็ตชิ้นนี้เมื่อช่วงสิบปีก่อน และแม้ว่าปัจจุบันชื่อแบรนด์คิงส์ตันจะไม่ได้ป๊อปปูลาร์เหมือนในยุคเริ่มต้น แต่ในแง่ของคุณภาพก็ถือว่ายังสามารถไว้วางใจในแบรนด์ได้ โดยรุ่นสินค้าที่น่าสนใจเลือกซื้อเลือกหามาใช้ของ Kingston ในปัจจุบันก็มีอย่าง Kingston Data Traveler G4 แฟลชไดร์ฟดีไซน์เรียบ วัสดุพลาสติกสีขาวขอบเขียว ที่มาพร้อม USB-A เวอร์ชั่น 3.1 ความจุ 128 Gb รองรับการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ แล็ปท็อปทั้งระบบปฏิบัติการวินโดวส์ และแมค
Sandisk แบรนด์ที่ต้องยกให้เป็นตัวเลือกแรกของผู้ใช้งานในปัจจุบัน เป็นผู้นำในตลาดแฟลชไดร์ฟบ้านเราก็แน่นอนว่าเป็น Sandisk แบรนด์ผู้ผลิตที่มีรุ่นสินค้าให้ลูกค้าเลือกซื้อเลือกหามาใช้งานหลากหลายรุ่น หลากหลายสเปค และมีระบบซัพพอร์ทการใช้งานที่ดี มีซอฟท์แวร์ทางการของแบรนด์สำหรับรองรับการอ่านเขียนข้อมูลบนอุปกรณ์เจเนอเรชั่นใหม่ๆ อย่างสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ซึ่งปัจจุบันมีเพียงไม่กี่แบรนด์ที่พัฒนาระบบส่วนนี้อย่างจริงจัง จึงถือเป็นแบรนด์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ต้องการนำแฟลชไดร์ฟไปใช้งานกับหลากหลายอุปกรณ์ หลายระบบปฏิบัติการมากที่สุดในเวลานี้
HP เมื่อพูดถึงชื่อแบรนด์เอชพีแน่นอนว่าหลายคนคงรู้จักคุ้นเคยในฐานะแบรนด์ผู้ผลิตอุปกรณ์ไอทีอย่างคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ แล็ปท็อป รวมถึงอุปกรณ์เสริมอย่างปริ้นเตอร์ ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา HP มีสินค้าในไลน์ดังกล่าวออกมาวางจำหน่ายหลากหลายรุ่น และได้รับกระแสตอบรับจากกลุ่มผู้ใช้งานเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามแม้ว่าแฟลชไดร์ฟดูจะเป็นแก็ดเจ็ตขนาดเล็กเกินกว่าที่แบรนด์ผู้ผลิตอุปกรณ์ไอทีเองจะลงมาทำตลาดแข่งกับแบรนด์ผู้ผลิตแก็ดเจ็ตเจ้าต่างๆ แต่ทางเอชพีเองก็ได้ออกผลิตภัณฑ์ของตัวเองมาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับลูกค้าเช่นกัน โดยแฟลชไดร์ฟของเอชพีที่เราสามารถหาซื้อได้ในปัจจุบันก็จะมีอย่าง HP Flash Drive ในรุ่น 64 Gb ที่มาพร้อมดีไซน์น่ารัก ขนาดเล็กกะทัดรัด วัสดุพลาสติกสีฟ้าสดใส ตัดกับสีขาว เรียกได้ว่าเป็นดีไซน์ที่ถูกใจวัยรุ่นวัยเรียน แต่อาจมีข้อเสียนิดนึงตรงที่มาพร้อมกับ USB-A เวอร์ชั่น 2.0 เท่านั้น แน่นอนว่าย่อมมีความเร็วในการอ่านเขียนข้อมูลต่ำกว่าเวอร์ชั่น 3.0 – 3.2 และปัจจุบันแฟลชไดร์ฟก็ยังเป็นแก็ดเจ็ตที่ได้รับความนิยมและมีรูปแบบให้เลือกเยอะ เช่น แฟลชไดร์ฟปากกา แฟลชไดร์ฟยาง แฟลชไดร์ฟไม้ หรือจะเป็นแฟลชไดร์ฟการ์ด ที่พกพาสะดวกเหมือนพกบัตรเครดิตทั่วไป

แฟลชไดร์ฟมีอายุการใช้งานนานแค่ไหน ควรเปลี่ยนเมื่อไหร่?

อย่างที่ทราบกันดีว่าแฟลชไดร์ฟถือเป็นแก็ดเจ็ตไอทีชิ้นนึงที่จำเป็นสำหรับกิจกรรมการทำงานของใครหลายคนมาตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นอุปกรณ์สำหรับพกพา โอนย้ายข้อมูลยอดนิยมอันดับหนึ่งเลยก็ว่าได้ เนื่องจากดีไซน์ของตัวแก็ดเจ็ตมีความกะทัดรัด พกพาสะดวก...

อย่างที่ทราบกันดีว่าแฟลชไดร์ฟถือเป็นแก็ดเจ็ตไอทีชิ้นนึงที่จำเป็นสำหรับกิจกรรมการทำงานของใครหลายคนมาตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นอุปกรณ์สำหรับพกพา โอนย้ายข้อมูลยอดนิยมอันดับหนึ่งเลยก็ว่าได้ เนื่องจากดีไซน์ของตัวแก็ดเจ็ตมีความกะทัดรัด พกพาสะดวก เช่น แฟลชไดร์ฟทวิสเตอร์ แฟลชไดร์ฟปากกา หรือแฟลชไดร์ฟโลโหะรูปทรงน่ารัก และมีวิธีใช้งานที่ง่าย ไม่ซับซ้อน แต่ทว่าขณะเดียวกันการใช้งานแฟลชไดร์ฟก็มักตามมาด้วยปัญหาจุกจิกหลายอย่างเช่น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือปัญหาแฟลชไดร์ฟชำรุด หรือเสียจนไม่สามารถใช้งานต่อไป เปิดไฟล์ข้อมูลใดๆ ที่บันทึกไว้ไม่ได้ ซึ่งหากเป็นกรณีปัญหาที่เกิดกับซอฟท์แวร์ หรือชุดคำสั่งที่คอยรันการทำงานของตัวไดร์ฟอยู่ก็อาจจะมีแนวทางแก้ปัญหาหลากหลายที่เราสามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง เช่น การสแกนไวรัส การตั้งค่านามสกุลไดร์ฟใหม่ เป็นต้น แต่บ่อยครั้งปัญหาก็เกิดขึ้นที่ตัวฮาร์ดแวร์ หรืออาการเสียของชิปที่อยู่ในตัวแฟลชไดร์ฟ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้งานไม่สามารถซ่อมแซมเองได้ และต้องเลือกแก้ปัญหาด้วยการซื้ออันใหม่มาใช้งานแทน
ทั้งนี้ปัญหาอาการเสียที่ตัวฮาร์ดแวร์สามารถเกิดขึ้นได้ แม้ว่าเราจะไม่ได้มีการใช้งานที่ผิดวิธี เพราะในทุกครั้งที่เราใช้งานตัวชิปจะมีการเสื่อมสภาพไปเรื่อยๆ ทีละนิด ในบทความนี้จึงจะมาอธิบายให้ได้ทราบกันถึงอายุการใช้งานของแก็ดเจ็ตชิ้นนี้ว่าโดยทั่วไปแล้วแฟลชไดร์ฟแต่ละรุ่น แต่ละแบรนด์น่าจะมีอายุการใช้งานเฉลี่ยอยู่ที่เท่าไหร่ และเราควรเปลี่ยนอันใหม่เมื่อไหร่
อายุการใช้งานขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งการเขียน ลบข้อมูล ลักษณะการทำงานของแฟลชไดร์ฟในการจัดเก็บ บันทึกข้อมูล จะเป็นการเขียนข้อมูลลงบนไดร์ฟซ้ำๆ ตัวอย่างเช่น หากเราบันทึกไฟล์ใดๆ ลงไป 1 ไฟล์ ก็เท่ากับการเขียน 1 ครั้ง และเมื่อเราทำการลบไฟล์ดังกล่าวทิ้งไป และบันทึกไฟล์ใหม่ลงไปแทนที่ก็เท่ากับมีการเขียนใหม่อีก 1 ครั้งทับตำแหน่งเดิม เท่ากับมีการเขียนรวมแล้ว 2 ครั้ง ซึ่งจากการทดสอบการใช้งานเขียนข้อมูลลงซ้ำๆ ของแบรนด์ผู้ผลิตแก็ดเจ็ตหลายๆ แบรนด์พบว่า แฟลชไดร์ฟสามารถใช้งานเขียนข้อมูลซ้ำๆได้มากกว่า 10,000 ครั้งขึ้นไปจนถึงหลักแสนครั้ง จึงจะทำให้ฮาร์ดแวร์เสื่อมสภาพจนเขียนซ้ำต่อไม่ได้ ดังนั้นจึงสรุปได้ง่ายๆ ว่าแฟลชไดร์ฟควรจะมีอายุขั้นต่ำในการใช้งานอยู่ที่จำนวนครั้งการเขียน 10,000 ครั้งขึ้นไป แต่จำนวนการเขียนดังกล่าวนั้นจะตีเป็นระยะเวลาเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับความถี่ในการใช้งานของแต่ละคน ซึ่งบางคนก็อาจเขียนครบหนึ่งหมื่นครั้งในระยะเวลาหนึ่งปี หรือบางคนอาจครบหนึ่งหมื่นครั้งในระยะเวลาสามปี เราจึงเห็นได้ว่าแฟลชไดร์ฟของผู้ใช้งานแต่ละคนเกิดอาการเสีย ชำรุดที่ฮาร์ดแวร์ในระยะเวลาที่แตกต่างกันไป บางคนอาจเสียตั้งแต่ใช้งานได้ไม่ถึงหนึ่งปี บางคนเสียหลังจากใช้งานไปได้ห้าปี เป็นต้น

ควรเปลี่ยนแฟลชไดร์ฟเมื่อไหร่ อย่างที่ทราบกันตามกล่าวข้างต้นว่าอายุการใช้งานของแก็ดเจ็ตชิ้นนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งในการเขียนลบข้อมูล นอกจากนี้ก็ยังขึ้นอยู่กับคุณภาพวัสดุ และคุณภาพการผลิตของแต่ละแบรนด์อีกด้วย(วัสดุคุณภาพดี และกระบวนการผลิตคุณภาพสูง ย่อมทำให้แฟลชไดร์ฟตัวนั้นๆ สามารถเขียนข้อมูลในจำนวนครั้งที่มากกว่า) ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่เราจะคำนวณระยะเวลาว่าควรจะเปลี่ยนอันใหม่เมื่อไหร่ อย่างไรก็ตามเพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน ป้องกันข้อมูลสูญหาย เราอาจอ้างอิงการใช้งานจากระยะเวลาการรับประกันของแต่ละแบรนด์ แต่ละยี่ห้อ ตัวอย่างเช่น บางแบรนด์รับประกัน 1 ปี บางแบรนด์รับประกัน 3 ปี ซึ่งหากครบระยะเวลาเหล่านี้ เมื่อเราใช้งานแฟลชไดร์ฟตัวนั้นๆ ในการจัดเก็บ โอนย้ายข้อมูลแต่ละครั้งก็ควรต้องทำการแบล็คอัพ หรือสำรองข้อมูลไว้ในอุปกรณ์อื่นด้วย เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่ฮาร์ดแวร์แฟลชไดร์ฟอาจชำรุด เสียหายและทำให้เราไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่บันทึกไว้ได้

ข้อดี และข้อจำกัดของแฟลชไดร์ฟที่มีความจุมากๆ

สำหรับใครที่ใช้อุปกรณ์ไอทีต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ อุปกรณ์เก็บข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในคอมพิวเตอร์ ที่อยู่ในรูปแบบของฮาร์ดดิสก์ หรือรูปแบบของ SSD หรืออุปกรณ์พกพาอย่างฮาร์ดดิสก์พกพา หรืออาจจะเป็นแฟลชไดร์ฟ...

สำหรับใครที่ใช้อุปกรณ์ไอทีต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ อุปกรณ์เก็บข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในคอมพิวเตอร์ ที่อยู่ในรูปแบบของฮาร์ดดิสก์ หรือรูปแบบของ SSD หรืออุปกรณ์พกพาอย่างฮาร์ดดิสก์พกพา หรืออาจจะเป็นแฟลชไดร์ฟ ซึ่งมีให้เลือกหลายแบบ ทั้งแฟลชไดร์ฟไม้ แฟลชไดร์ฟยาง หรือจะเป็นแฟลชไดร์ฟโลหะ หลายคนก็น่าจะคุ้นเคยกับหน่วยความจุของอุปกรณ์เหล่านี้ ที่อาจจะมีหน่วยเป็น Mb, Gb ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว หากเป็นในกรณีของแฟลชไดร์ฟ การที่อุปกรณ์ของเรามีหน่วยความจุอยู่ในระดับ Gb ก็น่าจะเป็นอะไรที่เพียงพอแล้ว สำหรับการจัดเก็บข้อมูลที่เป็นไฟล์เอกสารต่างๆ ด้วยเหตุนี้เราจึงมักเห็นอุปกรณ์แฟลชไดร์ฟ ที่วางขายอยู่ในท้องตลาดมีระดับความจุอยู่ที่ 4 Gb, 8 Gb ไปจนถึงระดับ 100 Gb เหล่านี้ก็เป็นระดับความจุที่มากพอ ที่หลายคนน่าจะพึงพอใจแล้ว

แต่แล้วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้มีอุปกรณ์เก็บข้อมูลเพิ่มขึ้นมากมาย มีระดับความจุที่เพิ่มมากขึ้นเป็นระดับ Tb ซึ่งเป็นอะไรที่สูงเอามากๆ แน่นอนว่าอุปกรณ์แฟลชไดร์ฟ ก็ได้มีการพัฒนาให้มีความจุอยู่ในระดับนั้นด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นความจุที่มาก และนำมาใช้ประโยชน์ได้มากมายหลากหลายเลยทีเดียว ดังนั้นในวันนี้ เราจะมาคุยกันเรื่องของข้อดี และข้อจำกัด ของการเลือกอุปกรณ์แฟลชไดร์ฟ ที่มีความจุที่อยู่ในระดับสูงถึงขนาดนี้ เผื่อว่าใครจะนำมาเป็นตัวเลือกประกอบการตัดสินใจ ในการซื้ออุปกรณ์เก็บข้อมูลพกพา ว่าคุ้มค่าและคุ้มราคากับที่คุณจะต้องจ่ายหรือไม่ ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลย

ราคาที่สูงยิ่งขึ้น

เรื่องของราคา น่าจะเป็นปัจจัยอันดับแรก ที่หลายคนน่าจะนึกถึง หากนึกถึงอุปกรณ์แฟลชไดร์ฟ ที่มีความจุอยู่ในระดับที่สูงมากถึงขนาดนี้ ราคาก็ย่อมที่จะแพงตามไปด้วย ถึงแม้ว่าจะไม่ได้สูงมากเมื่อเทียบกับอุปกรณ์เก็บข้อมูลพกพาอื่นๆ แต่ก็ยังถือว่าราคาสูงอยู่ดี หากเทียบกับอุปกรณ์แฟลชไดร์ฟ ที่ลักษณะการใช้งานจำเป็นที่จะต้องพกพาไปไหนมาไหนอยู่ตลอด อย่างที่บอกไปแล้วว่า โดยปกติแล้วอุปกรณ์ชนิดนี้ ผู้คนมักจะใช้ในระดับความจุที่ไม่ได้มากมายเท่าไหร่นัก ไม่จำเป็นต้องเก็บข้อมูล หรือใส่ข้อมูลที่มากถึงขนาดนั้น แต่หากใครต้องการที่จะเก็บ ใส่ข้อมูล หรือแม้แต่ทำการสำรองข้อมูลเหล่านี้ ก็อาจจะเลือกที่ความจุอยู่ในระดับสูง แต่อาจจะไม่ได้มากเท่า Tb ก็ได้เช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่นการใช้ที่อยู่ในระดับความจุ 128 Gb, 256 Gb หรืออยู่ที่ขนาด 500 Gb แบบนี้ก็ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเหมือนกัน

จัดเก็บไฟล์ที่มีขนาดใหญ่ และความละเอียดได้สูงมากกว่า

สิ่งนี้ถือเป็นข้อดี คือการจัดเก็บไฟล์ที่ค่อนข้างมีขนาดใหญ่ และมีความละเอียดที่สูงมากกว่าได้ ยกตัวอย่างเช่นไฟล์งานที่จะต้องตัดต่อเป็นวิดีโอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสไตล์กราฟิก ที่อาจจะต้องตัดต่อคลิปหรือวิดีโออยู่ตลอดเวลา และไม่อยากที่จะพกพาอุปกรณ์ฮาร์ดดิสก์พกพาที่มีขนาดใหญ่กว่า แฟลชไดร์ฟ ก็ยังถือเป็นทางเลือกที่มีความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว ก่อนหน้านี้อุปกรณ์ชนิดนี้อาจจะเป็นทางเลือกที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก แต่อย่างว่า ที่มีการพัฒนาระดับความจุให้มากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงสามารถที่จะครอบคลุมงานในส่วนนี้ได้มากยิ่งขึ้นด้วย

ความเสี่ยงต่อการเสียหายในไฟล์

อีกข้อที่เราควรจะให้ความสนใจ คือเนื่องจากอุปกรณ์แฟลชไดร์ฟ ถึงจะสามารถเก็บข้อมูลได้เป็นอย่างดี มีความสะดวกและรวดเร็วมากกว่าอุปกรณ์เก็บข้อมูลอย่างฮาร์ดดิสก์พกพา แต่ด้วยลักษณะการใช้งาน ที่อาจจะต้องถอดเข้าถอดออกเครื่องคอมพิวเตอร์หลากหลายแตกต่างกันออกไปอยู่มากมาย แน่นอนว่าการเสียหายหรือการพัง ก็อาจจะง่ายกว่าด้วย และเมื่อมันเกิดความเสียหายขึ้น ไฟล์เอกสารหรือไฟล์งานของเรา ก็อาจเกิดความเสียหายตามไปด้วยได้ง่ายมากกว่า อย่างน้อยก็เมื่อเทียบกับอุปกรณ์อื่น

แฟลชไดร์ฟ อุปกรณ์ชิ้นเล็ก ที่เรื่องราวไม่เล็ก

แฟลชไดร์ฟ ถือเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกชิ้นหนึ่ง ที่ถึงจะมีผู้ที่หยิบมาใช้งานมันไม่มากเท่าแต่ก่อนแล้ว แต่ก็ยังถือเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความสำคัญอย่างมากในการทำงาน เนื่องจากอุปกรณ์แฟลชไดร์ฟ มีประโยชน์ในการใช้งาน นำมาใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ...

แฟลชไดร์ฟ ถือเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกชิ้นหนึ่ง ที่ถึงจะมีผู้ที่หยิบมาใช้งานมันไม่มากเท่าแต่ก่อนแล้ว แต่ก็ยังถือเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความสำคัญอย่างมากในการทำงาน เนื่องจากอุปกรณ์แฟลชไดร์ฟ มีประโยชน์ในการใช้งาน นำมาใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งการนำมาเก็บข้อมูลต่างๆ ส่งต่อข้อมูล สำรองข้อมูล ถ่ายโอนข้อมูล และทำได้อีกมากมายหลากหลายอย่างด้วยกัน ในแง่ของความสะดวกสบายอุปกรณ์แฟลชไดร์ฟ ค่อนข้างที่จะทำออกมาได้ดี และน่าหามาพกพาเป็นอย่างมาก มีรูปแบบสวยงาม เช่น แฟลชไดร์ฟปากกา แฟลชไดร์ฟไม้ หรือแฟลชไดร์ฟยางพิมพ์ลวดลาย

ในวันนี้เอง เราจะพาคุณ ไปสำรวจถึงอุปกรณ์ชิ้นเล็กอย่างแฟลชไดร์ฟ กับเรื่องราวมากมาย ที่คุณอาจจะไม่รู้มาก่อน เพื่อที่คุณจะได้รู้ว่า อุปกรณ์ชิ้นเล็กที่เราพกพากันอยู่ทุกวันนี้ มีเรื่องราวที่ไม่เล็ก และมีความน่าสนใจเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

พัฒนาการของแฟลชไดร์ฟ

แฟลชไดร์ฟ เป็นอุปกรณ์ที่ถูกพัฒนามาจากแผ่นเก็บบันทึกข้อมูล หรือที่เราเรียกกันอย่างติดปากว่า Floppy Disk เพียงแต่มีการออกแบบ ให้สามารถนำมาใช้งานได้อย่างง่ายดาย และสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ด้วยการทำให้มีขนาดเล็กลง มีความกะทัดรัดและสามารถพกพาไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวกสบาย ถูกออกแบบมาให้สามารถเก็บรักษาได้ง่าย เรียกว่ามีขนาดเล็กกว่าแบบเดิมมากเลยทีเดียว ซึ่งสิ่งนี้ก็ถือเป็นประโยชน์สำคัญของแฟลชไดร์ฟ

เหตุใดอุปกรณ์ชิ้นนี้จึงมีชื่อเรียกรายชื่อ

นี่ก็เป็นคำถามที่หลายคนอาจจะสงสัยกันมาอยู่บ้าง ว่าเหตุใดบางคนจึงเรียกอุปกรณ์ชิ้นนี้ว่าแฟลชไดร์ฟ และบางคนอาจเรียกด้วยชื่ออื่นอีกมากมาย อย่างบางคนอาจเรียกว่าทรัมป์ไดร์ฟ ชื่อนี้ นับเป็นชื่อทางการค้า และเป็นชื่อเรียกของอุปกรณ์ชิ้นนี้ชนิดแรก ถูกพัฒนาโดย CDR และ Floppy Disk หรือบางคนอาจจะเรียกว่าแฮนดี้ไดร์ฟ นี่ก็เป็นอีกชื่อหนึ่งที่ค่อนข้างได้รับความนิยมเหมือนกัน โดยปกติแล้วแฮนดี้ไดร์ฟ จะนำมาใช้งานกับไฟล์ที่เป็น Mp3 และมักจะมีช่องเสียบหูฟังมาให้ด้วย

แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว ชื่อที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ก็คือชื่อที่เราเรียกกันนั่นก็คือแฟลชไดร์ฟ เนื่องจากเป็นชื่อเรียกที่เรียกตามหน่วยความจำแบบ flash คือการเก็บข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว อุปกรณ์ชิ้นนี้ ในตอนแรกที่ถูกออกแบบและวางจำหน่าย ค่อนข้างที่จะได้รับความนิยมที่สูงเอามากๆ ดังนั้นคนจึงเรียกชื่อนี้ติดปากมาจนถึงปัจจุบัน

ปัญหาที่เรามักพบในระหว่างการใช้งาน

แน่นอนว่าอุปกรณ์ชิ้นนี้ ก็อาจเกิดปัญหามากมายที่เราจะสามารถพบได้ ยกตัวอย่างเช่นอาจติดไวรัส ที่อาจเกิดจากการนำไปใช้งานกับคอมพิวเตอร์สาธารณะ และไม่ได้มีการตรวจสอบอุปกรณ์หรือทำการสแกนไวรัสอย่างสม่ำเสมอ หรืออยู่ดีๆก็เกิดใช้งานไม่ได้ดื้อๆ ใจอย่างนั้น ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาจจะเกิดจากการไม่รองรับพอร์ตยูเอสบี หรืออาจเป็นเพราะการเสียบอุปกรณ์ไม่แน่น หรือรายละเอียดเล็กๆเหล่านี้ อีกปัญหาที่เรามักพบได้บ่อย คือเกิดความเสียหาย อาจจะเกิดจากการใช้งานผิดวิธี เช่นมีการถอดออกแบบกะทันหันบ่อยจนเกินไป

ราคาแพงดีกว่าราคาถูกจริงหรือไม่

อันที่จริงเราจะกล่าวแบบนั้นก็ดูจะไม่ยุติธรรมเท่าไหร่นัก ถ้าจะทำให้ถูกจริง เราอาจจะต้องดูในรายละเอียดปลีกย่อย ที่มีความเจาะจงมากยิ่งขึ้น มากกว่าการดูในเรื่องของราคา ทั้งเรื่องของวัสดุที่นำมาใช้งาน ความจุที่มีอยู่ ซึ่งหากว่าอุปกรณ์ของเรามีความจุมาก อาจจะมีราคาสูงมากตามไปด้วย รวมถึงอาจมีปัจจัยอื่นๆร่วมด้วย ดังนั้นราคาจึงไม่ใช่ตัวชี้วัดที่เหมาะสมเท่าไหร่นัก

เหตุใดเราต้องเลือกแบบที่มีประสิทธิภาพไปเลย

แน่นอนว่าหากเราได้ของที่ไม่มีประสิทธิภาพมาใช้งาน ไม่นานใช้งานก็จะพัง และเราอาจจะต้องซื้อใหม่ นอกจากต้องเสียเงินเพิ่มแล้ว ข้อมูลแสนสำคัญของเราที่อยู่ข้างในอาจเกิดความเสียหายและใช้งานไม่ได้

รวมเทคนิคใช้งานแฟลชไดร์ฟให้คุ้มค่า เพิ่มความลื่นไหลในการจัดการไฟล์ดิจิทัล

ถ้าพูดถึงการใช้งานแก็ดเจ็ตจัดเก็บข้อมูลพกพาอย่างแฟลชไดร์ฟ ก็แน่นอนว่าโดยประโยชน์พื้นฐานนั้นหลายคนย่อมคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ซึ่งก็คือการใช้งานโอนถ่ายไฟล์ข้อมูลดิจิทัลต่างๆ เช่น การเซฟงานจากคอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศเพื่อนำกลับไปทำต่อที่บ้าน...

ถ้าพูดถึงการใช้งานแก็ดเจ็ตจัดเก็บข้อมูลพกพาอย่างแฟลชไดร์ฟ ก็แน่นอนว่าโดยประโยชน์พื้นฐานนั้นหลายคนย่อมคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ซึ่งก็คือการใช้งานโอนถ่ายไฟล์ข้อมูลดิจิทัลต่างๆ เช่น การเซฟงานจากคอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศเพื่อนำกลับไปทำต่อที่บ้าน หรือการเคลื่อนย้ายไฟล์จากคอมพิวเตอร์ของเราเพื่อส่งต่อให้เพื่อนร่วมงานไปใช้งานต่อ เป็นต้น เรียกได้ว่าแฟลชไดร์ฟนั้นเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมในการส่งต่อ คัดลอก โอนย้ายไฟล์ดิจิทัลจากอุปกรณ์สู่อุปกรณ์ หรือจากบุคคลสู่บุคคล แต่ทว่าในความเป็นจริงประโยชน์ที่ติดมากับตัวแฟลชไดร์ฟนั้นยังมีอะไรมากมายกว่าการเป็นแค่แก็ดเจ็ตสำหรับช่วยในการโอนย้ายข้อมูล ซึ่งบางประโยชน์การใช้งานหลายคนก็อาจจะนึกไม่ถึงด้วยซ้ำ ในบทความนี้จึงจะมาแนะนำเทคนิคการใช้งานต่างๆ ที่จะช่วยให้เราใช้งานแฟลชไดร์ฟคู่ใจได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น และช่วยให้เราสามารถจัดการกับไฟล์ดิจิทัลต่างๆ ได้ลื่นไหลขึ้นด้วย และปัจจุบันแฟลชไดร์ฟยังมีหลายแบบหลายทรงให้เราได้เลือกใช้งาน เช่น แฟลชไดร์ฟปากกา พกพาง่าย รูปทรงสวยงาม แฟลชไดร์ฟการ์ด สามาราพกพาใส่กระเป๋าสตางค์ไปได้ทุกที่ แฟลชไดร์ฟไม้ เป็นวัสดุรีไซเคิล รักษ์โลก
ใช้งานเป็นเครื่องเล่นเพลงพกพา ประโยชน์การใช้งานอย่างนึงของแก็ดเจ็ตแฟลชไดร์ฟที่หลายคนคุ้นเคยกันดี แต่ก็มีอีกหลายคนที่ไม่ทราบมาก่อนว่าสามารถใช้แก็ดเจ็ตชิ้นนี้ทดแทนได้ก็คือ การใช้งานเป็นเครื่องเล่นเพลงพกพานั่นเอง โดยทั่วไปแล้วแฟลชไดร์ฟจะสามารถจัดเก็บและอ่านไฟล์ดิจิทัลได้หลากหลายนามสกุล ซึ่งครอบคลุมถึงไฟล์ดิจิทัลประเภทเพลง หรือวีดีโอด้วย เราจึงสามารถใช้แฟลชไดร์ฟเป็นเครื่องเล่นเพลงพกพาได้เช่นกัน วิธีใช้งานก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร เพียงแค่เรามีการบันทึกไฟล์เพลงไว้ก่อน และเชื่อมต่อแฟลชไดรฟ์เข้ากับลำโพงบลูทูธ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วลำโพงบลูทูธจากแบรนด์ต่างๆ จะมีพอร์ตเชื่อมต่อ USB-A มาให้เป็นฟังก์ชั่นมาตรฐานอยู่แล้ว เท่านี้เราก็สามารถกดเล่นไฟล์เพลงที่ถูกบันทึกไว้ได้แล้ว โดยไม่ต้องพึ่งพาสัญญาณอินเตอร์เน็ต หรือบลูทูธเลย เสมือนมีเครื่องเล่นเพลงแบบอนาล็อกติดตัว
ใช้สำหรับลงระบบปฏิบัติการให้คอมพิวเตอร์/แล็ปท็อป ถ้าพูดถึงการลงระบบปฏิบัติการ เช่น windows ให้กับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือแล็ปท็อปหลายคนอาจจะคุ้นเคยกับวิธีซื้อแผ่นในลักษณะของแผ่นซีดีมาใส่ในช่องซีดีไดร์ฟของอุปกรณ์นั้นๆ และให้ตัวระบบปฏิบัติบูตเข้าขั้นตอนการติดตั้งต่อไป แต่ปัจจุบันคอมพิวเตอร์บุคคลจากแบรนด์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแล็ปท็อปรุ่นใหม่ๆ มักมีการดีไซน์สเปคมาให้มีความบางเบา พกพาสะดวก ประกอบกับความนิยิมในการใช้พอร์ตซีดีไดร์ฟของผู้ใช้งานลดลงมากขึ้นเรื่อยๆ จึงมีการตัดฟังก์ชั่นส่วนนี้ออก ขณะที่การอัพเดทเวอร์ชั่นระบบปฏิบัติการต่างๆ จากบริษัทผู้ผลิตก็กลายเป็นรูปแบบออนไลน์หมดแล้ว ผู้ใช้งานจึงต้องหาวิธีในการติดตั้งและอัพเดทระบบปฏิบัติการให้อุปกรณ์ต่างๆ และหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดก็คือการดาวน์โหลดระบบปฏิบัติมาเซฟลงแฟลชไดร์ฟไว้ และใช้ตัวแฟลชไดร์ฟเป็นตัวบูตเข้าสู่ขั้นตอนการอัพเดท หรือติดตั้งนั่นเอง
ใช้สำหรับจัดเก็บไฟล์รูปภาพ/วิดีโอ จากสมาร์ทโฟนเพื่อเพิ่มพื้นที่ความจำให้สมาร์ทโฟน หนึ่งในพฤติกรรมที่มาควบคู่กับไลฟ์สไตล์แบบดิจิทัลเจนฯ ที่เราคุ้นเคยกันดี ก็คือการใช้สมาร์ทโฟนในการถ่ายภาพ หรือถ่ายวิดีโอบันทึกความทรงจำรอบตัวในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นชีวิตการทำงาน ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง หรือการท่องเที่ยว ซึ่งปริมาณรูปถ่ายและวิดีโอที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นี่เอง มักเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สมาร์ทโฟนของเราเจอปัญหาหน่วยความจำเต็ม และทำให้การใช้งานเป็นไปอย่างติดขัด ไม่ลื่นไหล ไม่ว่าจะเป็นการอัพเดทแอปพลิเคชั่นต่างๆ หรือการติดตั้งแอปฯใหม่ๆ ซึ่งปัญหาเหล่านี้เราสามารถใช้แฟลชไดร์ฟเข้ามาช่วยจัดการได้ โดยอาจจะทำการคัดลอกไฟล์รูปถ่าย และวิดีโอเก่าๆ ที่ไม่ได้มีแพลนส่งต่อให้ใครแล้วไปเก็บไว้ในแฟลชไดร์ฟ แล้วทำการลบไฟล์เหล่านั้นที่อยู่บนสมาร์ทโฟน ก็จะช่วยให้ได้พื้นที่หน่วยความจำกลับมาพอสมควร โดยอาจทำแบบนี้เป็นระยะๆ เช่น เดือนละครั้ง หรือสามเดือนครั้ง ก็จะช่วยให้เราจัดการกับพื้นที่ใช้งานของสมาร์ทโฟนได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น

แฟลชไดร์ฟ กับ SSD แตกต่างกันอย่างไร

หากเราจะกล่าวถึงอุปกรณ์ที่สามารถใช้ในการจัดเก็บข้อมูลได้ ใช้ในการบันทึกข้อมูล หรือแม้แต่ใช้ในการสำรองข้อมูลก็ตาม แน่นอนว่าใครหลายคนก็น่าจะนึกถึงแฟลชไดร์ฟการเป็นอันดับแรก เพราะถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย มีราคาที่ค่อนข้างถูก...

หากเราจะกล่าวถึงอุปกรณ์ที่สามารถใช้ในการจัดเก็บข้อมูลได้ ใช้ในการบันทึกข้อมูล หรือแม้แต่ใช้ในการสำรองข้อมูลก็ตาม แน่นอนว่าใครหลายคนก็น่าจะนึกถึงแฟลชไดร์ฟการเป็นอันดับแรก เพราะถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย มีราคาที่ค่อนข้างถูก อีกทั้งยังมีให้เราเลือกใช้งานด้วยการหลากหลายรูปแบบ เช่น แฟลชไดร์ฟปากกา แฟลชไดร์ฟการ์ด ที่พกพาสะดวก หรือจะเป็นวัสดุที่มีให้เลือกหลายแบบ เช่นแฟลชไดร์ฟไม้ แฟลชไดร์ฟโลหะ อุปกรณ์ชิ้นนี้ในอดีตนับว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง แม้กระทั่งในปัจจุบันเอง ก็ยังคงมีผู้ที่ใช้งานกันอยู่ตลอด ทุกวันนี้หลายคนยังคงคุ้นชินกับการใช้งานแฟลชไดร์ฟ สำหรับใช้ในการเก็บไฟล์เอกสาร ที่มีความเกี่ยวข้องกับการเรียน หรือการทำงานมาโดยตลอด

แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน มีเทคโนโลยีถูกพัฒนามากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีในการจัดการและการจัดเก็บข้อมูลนี้ก็ด้วยเช่นเดียวกัน มีทางเลือกในการทำงานกับข้อมูลเหล่านี้เพิ่มมากยิ่งขึ้น มีอุปกรณ์ใหม่ๆ ออกมาใช้งานกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้หน่วยความจำที่ติดมากับอุปกรณ์สำคัญอย่างสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต การใช้ระบบคลาวด์ ที่ถูกต่อยอดมาจากการมาถึงของอินเทอร์เน็ต การแชร์หรือเคลื่อนย้ายไฟล์เอกสาร และอีกเทคโนโลยีหนึ่ง ที่ค่อนข้างมีความคล้ายคลึงกันแฟลชไดร์ฟ คือการใช้ SSD นั่นเอง

วันนี้เราจะมาทำความรู้จัก SSD รวมถึงความแตกต่าง ว่ามันมีความแตกต่างกับอุปกรณ์ที่เราใช้งานกันอยู่อย่างแฟลชไดร์ฟ อย่างไรบ้าง อะไรมีข้อดีข้อเสีย ก็ได้เปรียบและข้อสังเกตที่แตกต่างกันอย่างไร วันนี้เราจะมาคุยกัน

SSD คืออะไร

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จัก SSD กันเสียก่อน อุปกรณ์ชนิดนี้ คืออุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่ถูกพัฒนา และต่อยอดมาเพื่อแทนที่ฮาร์ดดิสก์ กล่าวก็คือ มันถูกพัฒนาขึ้นมาสำหรับใช้งานเป็นพื้นที่จัดเก็บข้อมูลหลักบนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือแล็ปท็อปนั่นเอง แต่นอกเหนือจากการใช้งานดังกล่าวที่ว่ามันมีแล้ว SSD ยังถูกพัฒนา และดัดแปลงให้เอื้อต่อการใช้งานสำหรับจัดเก็บข้อมูลแบบพกพา หรือที่เราเรียกว่าฮาร์ดดิสก์พกพา หรือ SSD พกพา ซึ่งมีความคล้ายกับตัวแฟลชไดร์ฟ ที่มีการเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างค่อนข้างอิสระ เหตุนี้จึงมีคนนิยมใช้ SSD ในการจัดเก็บข้อมูลเพื่อทดแทนแฟลชไดร์ฟ

เรื่องของประสิทธิภาพการทำงาน

หลายคนคงจะเดาได้ไม่ยากว่า SSD โดยมาตรฐานแล้ว มันมีประสิทธิภาพการทำงานที่สูงกว่าแฟลชไดร์ฟ อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า SSD เป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่ถูกพัฒนามาใช้สำหรับ เป็นหน่วยความจำหลัก ดังนั้นการอ่านข้อมูล เขียนข้อมูล และการถ่ายโอนข้อมูล ย่อมสูงกว่าแฟลชไดร์ฟ ยกตัวอย่างเช่น แฟลชไดร์ฟ จะมีความสามารถในการอ่านข้อมูล และรับส่งข้อมูลอยู่ที่ 10-100 mb/s ในขณะเดียวกัน External SSD มีความสามารถในการอ่าน และรับส่งข้อมูลสูงถึง 1000 mb/s

ความแตกต่างในด้านการใช้งาน

ในเรื่องของความแตกต่างในด้านการใช้งานจริง หลายคนอาจรู้สึกว่า SSD เป็นอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าแน่นอน และควรจะเลือกใช้อุปกรณ์ SSD แบบพกพาในการถ่ายโอน หรือสำรองข้อมูลอย่างแน่นอน และใช้ในการทดแทนอุปกรณ์แบบเก่าได้เลย แต่ว่าในด้านของการใช้งานจริง ความแตกต่างที่เกิดขึ้น อันที่จริงก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานของเรา และลักษณะของไฟล์ข้อมูลมากกว่า หากเป็นไฟล์งานข้อมูลที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนัก เราอาจจะใช้อุปกรณ์แบบเก่าน่าจะถนัดกว่า

ในเรื่องของราคา

แน่นอนว่า SSD เป็นเทคโนโลยีแบบใหม่ ดังนั้นจึงมีราคาที่สูงกว่าเป็นธรรมดา และเรื่องราคานี่เองก็เป็นอีกหนึ่งจุดแตกต่างที่ค่อนข้างชัดเจน และสามารถใช้เป็นเกณฑ์ในการเลือกซื้อได้เลยทีเดียว หากเป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบเก่า อาจจะมีราคาไม่กี่ร้อยบาท แต่หากเป็น SSD ราคาจะโดดไปถึงหลักพันเลยทีเดียว จะว่าไปแล้ว อุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบเก่า ก็มีระดับของความจุให้เลือกอยู่มากมาย และเหมาะสมตามความต้องการการใช้งานของแต่ละคนอยู่แล้ว แต่หากใครอยากเลือก SSD ก็ได้ด้วยเช่นกัน

แฟลชไดร์ฟ กับคลาวด์ เลือกใช้อะไรดีกว่ากัน?

ถ้าจะนึกถึงเครื่องมือช่วยในการบันทึก จัดเก็บ และโอนถ่ายข้อมูลในปัจจุบัน แน่นอนว่าโดยส่วนใหญ่แล้วหลายคนมักจะนึกถึงตัวช่วยประเภทแก็ดเจ็ตที่มีความเป็นส่วนตัวในการบันทึกจัดเก็บไฟล์ข้อมูลใดๆ อย่างแฟลชไดร์ฟ หรือ External Harddisk, External SSD...

ถ้าจะนึกถึงเครื่องมือช่วยในการบันทึก จัดเก็บ และโอนถ่ายข้อมูลในปัจจุบัน แน่นอนว่าโดยส่วนใหญ่แล้วหลายคนมักจะนึกถึงตัวช่วยประเภทแก็ดเจ็ตที่มีความเป็นส่วนตัวในการบันทึกจัดเก็บไฟล์ข้อมูลใดๆ อย่างแฟลชไดร์ฟ หรือ External Harddisk, External SSD ซึ่งถือเป็นแก็ดเจ็ตที่เป็นคุ้นเคยกันในแวดวงไอทีมานานหลายสิบปีแล้ว โดยข้อดีของแก็ดเจ็ตเหล่านี้ก็คือความสะดวกในการจัดเก็บ มีให้เลือกใช้หลายรูปทรงตามความสะดวก เช่น แฟลชไดร์ฟการ์ด แฟลชไดร์ฟปากกา แฟลชไดร์ฟทวิสเตอร์ บันทึกข้อมูลได้อย่างอิสระ ไม่ต้องพึ่งพาระบบออนไลน์ หรือสัญญาณอินเตอร์เน็ต และค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัวเพราะข้อมูลจะถูกบันทึกไว้แค่ในตัวแฟลชไดร์ฟ หรือไดร์ฟนั้นๆ ตราบที่เราไม่ได้ส่งต่อตัวแก็ดเจ็ตไปให้ใครหยิบยืมใช้งานต่อ ความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูลก็แทบจะเป็น 100% อย่างไรก็ตามช่วงหลายปีหลังมานี้เครือข่ายอินเตอร์เน็ตถือว่าเข้ามามีบทบาทกับวิถีของคนส่วนใหญ่มากขึ้น การแชร์ หรือแบ่งปันไฟล์ข้อมูลใดๆ ผ่านเครือข่ายต่างๆ ก็มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด บรรดาผู้พัฒนาระบบเครือข่ายต่างๆ จึงมีการคิดค้นพัฒนาระบบคลาวด์(Cloud Computing) ขึ้นมา เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถใช้เป็นพื้นที่ในการบันทึก จัดเก็บ รวมถึงแชร์ไฟล์ข้อมูลใดๆ แก่บุคคล หรือกลุ่มคนที่ต้องการได้ ซึ่งจะว่าไปแล้วในช่วงไม่กี่ปีหลังระบบคลาวด์ก็ถือว่าได้รับความนิยมในการใช้งานเป็นพื้นที่จัดเก็บไฟล์ แชร์กิจกรรมการทำงานต่างๆ ของกลุ่มบุคคล องค์กรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยข้อดีของการใช้คลาวด์ในการจัดเก็บ และแชร์ไฟล์ข้อมูลก็คือ ทำให้เราไม่ต้องยุ่งยากกับการพกพาแก็ดเจ็ตเสริมอย่างแฟลชไดร์ฟ หรือไดร์ฟภายนอกอื่นใด โดยคลาวด์จะเป็นเสมือน Hosting กลางที่รองรับข้อมูลที่เราบันทึกไว้ และสามารถเข้าถึงได้ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต และขั้นตอนตรวจสอบความปลอดภัยด้วย Username และ Password
จะเห็นได้ว่าระบบคลาวด์ในปัจจุบันถือว่าเข้ามาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกตัวช่วยในการจัดเก็บ และโอนถ่ายข้อมูลต่างๆ ที่สามารถใช้แทนแก็ดเจ็ตจัดเก็บข้อมูลออฟไลน์แต่ละแบบได้ จึงทำให้ผู้ใช้งานหลายคนรู้สึกสงสัยว่าการใช้แก็ดเจ็ตออฟไลน์อย่างแฟลชไดร์ฟ กับการใช้ระบบออนไลน์อย่างคลาวด์ในการช่วยจัดเก็บ และจัดการข้อมูลของเรานั้นแบบไหนดีกว่ากัน และมีข้อดี ข้อเสียต่างกันอย่างไร ในบทความนี้จึงจะมากล่าวกันถึงข้อดีข้อเสีย และความเหมาะสมในการเลือกใช้งานตัวช่วยจัดเก็บข้อมูลทั้งสองแบบให้ได้ทราบกัน
แฟลชไดร์ฟมีความเป็นส่วนตัวในการเข้าถึง ใช้งานข้อมูลมากกว่า ความแตกต่างอย่างแรกที่ดูจะเป็นข้อดีพื้นฐานที่ติดมากับแก็ดเจ็ตประเภทออฟไลน์เสมอก็คือ ความเป็นส่วนตัวนั่นเอง กล่าวคือการใช้งานแฟลชไดร์ฟในการจัดเก็บ บันทึก และโอนย้ายไฟล์ข้อมูลใดๆ นั้นสามารถมั่นใจเรื่องของความเป็นส่วนตัวได้มากกว่า เพราะข้อมูลที่ถูกบันทึก หรือเซฟไว้บนแฟลชไดร์ฟของเราจะไม่สามารถเข้าถึงได้โดยผู้ดูแลระบบ หรือบุคคลใดที่จดจำ Username และ Password เราไปใช้งาน
แฟลชไดร์ฟใช้วิธีการแชร์ หรือส่งต่อข้อมูลแบบไดเรค อย่างที่หลายคุ้นเคยกันดีว่าการโอนย้ายข้อมูลด้วยแฟลชไดร์ฟจะเป็นลักษณะของการคัดลอก หรือย้ายไฟล์จากอุปกรณ์ใดๆ มาบันทึกลงไว้บนตัวแฟลชไดร์ฟก่อน จากนั้นจึงค่อยนำตัวไดร์ฟไปเสียบเข้ากับอุปกรณ์ใดๆ ที่เราต้องการนำข้อมูลดังกล่าวใส่ลงไปเพื่อใช้งาน แล้วทำการก๊อปปี้ หรือย้ายไฟล์ลงไปอีกที จะเห็นได้ว่าวิธีนี้ค่อนข้างมีข้อจำกัดเรื่องจำนวนอุปกรณ์ หรือบุคคลที่เราต้องการแชร์ข้อมูลด้วย และเวลาที่ใช้ในการส่งต่อ เคลื่อนย้ายข้อมูล ขณะที่ระบบคลาวด์นั้นเป็นการอาศัยเครือข่ายอินเตอร์(หรืออาจเป็นเครือข่ายรูปแบบอื่นๆ สำหรับคลาวด์ที่จำกัดความเป็นส่วนตัวในการใช้งานเฉพาะภายในพื้นที่ใดพื้นที่นึง) ในการอัพโหลดข้อมูลมาเก็บไว้ ดังนั้นการแบ่งปัน เข้าถึงข้อมูลนั้นๆ จึงสามารถทำพร้อมกันได้จากหลายบุคคล หลายอุปกรณ์ ดังนั้นจึงพอสรุปง่ายๆ ได้ว่าแฟลชไดร์ฟเหมาะสำหรับการส่งต่อ เคลื่อนย้ายข้อมูลที่จำกัดการใช้งานร่วมกันเพียงไม่กี่คน ไม่กี่อุปกรณ์ ส่วนคลาวด์นั้นสามารถช่วยอำนวยความสะดวกในการแชร์ ส่งต่อข้อมูลที่มีความต้องการใช้งานร่วมกันสำหรับกลุ่มคนจำนวนมาก แต่ก็ยังคงจำกัดความเป็นส่วนตัวในการเข้าถึงไว้ระดับนึง ตัวอย่างลักษณะการใช้งานที่เหมาะสม เช่น ไฟล์งานที่จำเป็นต้องใช้งานสำหรับบุคลากร หรือพนักงานในบริษัททุกคน แต่ไม่จำเป็นต้องเผยแพร่ให้บุคคลภายนอกรับรู้ เป็นต้น